การสัมภาษณ์กับ Appreciative Inquiry (AI)  ...เป็นของคู่กัน เปรียบได้กับปลากับน้ำ และนกกับฟ้า ทีเดียว.. จากประสบการณ์ของผมในการทำ AI มานับร้อยๆ โครงการ ผมพบว่า หัวในสำคัญอยู่ที่การถาม ถึงแม้ AI จะประกอบด้วย Discovery (ค้นหาเรื่องดีๆ) Dream (วาดฝัน)  Design (วางแผน) และ Destiny (ทำจริง) ... ในตำรา จะบอกว่าเราต้องทำให้ครบ.. ทั้งสี่ขั้น แต่จากประสบการณ์ค้นพบว่า..  แค่ถาม เท่านั้นคนทำ จะสามารถ  Dream  Design และ Destiny ได้โดยอัตโนมัติ วันนี้ผม AI Interview’s Guideline มานำเสนอ มีสองแบบง่ายๆ คือภายนอกองค์กร และภายในองค์กร .. เมื่อถามถึงภายนอก คุณก็จะเกิด idea นำเอาคำตอบที่ได้ไปพัฒนาการตลาด กลยุทธ์... ในองค์กร คุณจะได้แนวทางไปพัฒนาเรื่อง Employee Engagement (ความผูกพันธ์ในองค์กร) และพัฒนาองค์กรในแง่มุมต่างๆ... 

เอาเป็นว่า แค่ถาม คุณจะเจออะไรดีๆ มาใช้ทำอะไรได้มากมาย  แนวคำถาม มีง่ายๆครับ ผมออกแบบมาให้ สำหรับใช้นอกองค์กร และในองค์กร เป็นดังนี้ครับ

                         


ทั้งนี้สามารถดัดแปลงคำถามได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่นคุณสามารถถามเจาะเป็นธุรกิจได้ เช่นคนทำธนาคาร ก็ใส่คำว่าธนาคารเข้าไป แค่นี้ก็ได้คำตอบ..  ถามกี่คน วันนี้ผมลองทำให้แบ่งกลุ่มสัมภาษณ์สามคน ถ้าช่วยกันหนึ่งวันก็จะได้ประมาณ 15 คำตอบ.. แต่ถ้าทำเดี่ยวๆ ก็อาจใช้เวลามากกว่านี้ ผมว่าวันหนึ่งได้คนหนึ่งก็เก่ง..  แนะนำว่าทำสัก 30 คนอย่างต่ำครับ  

แต่ถ้าคุณสามารถฝึกคนให้ถามเป็นได้ เช่นวันนี้ผมใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ ให้ทั้งห้องจับกลุ่มสามคน ถามกันไปมา จาก 10.00-15.00 เว้นเที่ยง..  ทุกคนจะถามได้ราวๆ 15 คน   ซึ่งก็คล่องพอ ที่จะสามารถไปถามต่อเพิ่มเติมในสนามจริงได้..  คนทั้งหมดสามารถช่วยคุณศึกษาในกลุ่มใหญ่ขึ้น..  และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่มากยิ่งขึ้นไปอีก

แต่คุณต้องคอย Feedback หน่อยระหว่างฝึกว่า เขาทำเป็นไหม.. จริงแล้ว คำตอบที่ได้จาก AI Interview ต้องเป็นอะไรที่ "เห็นภาพ" จึงเรียกว่าใช้ได้   ซึ่งพอเขาทำรอบแรกเสร็จ ต้องรีบตรวจสอบคุณภาพ.. ว่าเห็นภาพไหม..

                         

คนไม่ว่าชาติไหน เวลาตอบมักตอบแบบคร่าวๆ เช่น ถามว่าประทับใจร่้านไหนสุด ... จะบอกชื่อร้านมา พอถามว่าชอบตรงไหน.. มักตอบ "ชอบตรงที่บริการดี"...    นี่ครับใช้ไม่ได้แล้ว... เพราะไปทำซ้ำยาก..  ต้อง ซักต่อว่า.. "ลองเล่าสิครับ ที่บอกบริการดีเขาทำยังไง.. เล่าเป็นฉากๆ สิครับ.. เอาตั้งแต่เดินเช้าร้านมาเลย จนถึง "วินาที" ที่คุณชอบที่สุด.. เอาถึงขั้นนี้เลย.. 

แล้วเอาข้อมูลไปทำอะไร..เอาไปหาจุดร่วมเชิงบวก (Positive Core) เพื่อกำนด Dream Design  และ Destiny ต่อไป.. Positive Core คือ "หัวใจ" ของจุดเปลี่ยน.. คือพอเราถามถึงจุดเปลี่ยนมามากๆ ลองให้เขามองข้อมูลว่า "มีจุดร่วมตรงไหน"   เช่นวันนี้ ถามทั้งลูกค้า และภายในองค์กร จุดร่วมออกมาเป็น "เอาใจใส่" 

นี่สามารถเอาไปทำอะไรได้เยอะ.. เช่นสร้าง Dream ว่าเป็นองค์กรที่ขึ้นชื่อว่า "ใส่ใจ" ลูกค้ามากที่สุด.. Design ก็อาจวางแผน.. พากันใส่ใจ อบรม สร้างกระบวนการการเอาใจใส่..  แล้ว Destiny ลองทำดู .. จากนั้นลองทบทวนเรื่อยๆ ว่าอะไรมันมากไปน้อยไป  ก็ค่อยๆปรับไป.. 

                       

จริงๆแล้วข้อมูลที่ได้จากการถาม ทุกคำตอบ แม้ไม่เหมือนกัน ก็สามารถนำมาดัดแปลงพัฒนาธุรกิจ พัฒนาองค์กรให้มีสีสันขึ้นก็ได้.. แต่สิ่งที่ต้องยืนยันคือ.. อย่างไรก็ตามต้องไม่ทิ้ง Positive Core ... ซึ่งคือ "เอาใจใส่ลูกค้า"  เพราะนี่คือหัวใจหรือ Key Success Factor ทีเดียว.. แต่มีสิ่งหนึ่งคือ ข้อมูลเดี่ยวๆ ที่น่าสนใจ มีสีสัน นี่ก็สามารถนำมาใช้ได้เลย ไม่ต้องรอให้มีข้อมูลซ้ำมากๆ..  เช่น มีลูกศิษย์รายหนึ่งเล่าเรื่องร้านกาแฟ ที่มีบริการที่น่าสนใจคือ มีการเก็บใบสะสมแต้ม โดยให้ลูกค้าแขวนไว้ในร้านได้เลย ไม่ต้องเก็บเอง พอไกล้เต็มเขาจะเตือนลูกค้าเอง  ซึ่งลูกค้าชอบมากๆ... ตรงนี้แม้เป็นข้อมูลเพียงชิ้นเดียวก็สามารถนำมาใช้ได้ เช่นกัน โดยคุณสามารถเอามาทดลองใช้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของคุณก็ได้..  แต่คุณก็ต้องดัดแปลงหน่อย.. ที่สำคัญต้องดูตามผลว่า Work ไม่ work จริงๆเราเรียกการใช้ข้อมูลตัวเดียวนี้ว่า Positive Dividance ครับ..   ตัวเดียวนี่แหละเป็นสีสันเลย เพราะฉะนั้นจะทำอะไรก็ตาม ต้อง มี Key Sucess Factor + กับสีสัน.. จะแข็งแกร่งมากๆ ครับ


วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ


Reference:

Picture 1 retrieved Aug 10, 2013 from www.aithailand.org

Picture 2 retrieved Aug 10, 2013 from www.aithailand.org

Picture 3 retrieved Aug 10, 2013 from  http://gibsonstrategy.com/marketing/information/client-engagement