ติดต่อ

วัย 7 ขวบ : รู้ไหม…หนูคิดอะไรอยู่

  ลูกวัย 7 ขวบที่ว่ามาตั้งแต่ตอนต้นว่าเลี้ยงยาก…ถดถอยนิดๆ เมื่อเทียบกับวัยก่อนนี้นั้น แท้ที่จริงก็ไม่ยากเย็นอะไร ดูดีๆ แล้วเขามีด้านที่สร้างสรรค์มากมายทีเดียว  
รู้ไหมครับว่า วัย 7 ขวบเป็นวัยช่างคิด และจริงจัง
เขาจะเป็นจริงเป็นจังกับเรื่องต่างๆ มากกว่าที่ผู้ใหญ่เราคิด

ลักษณะอาการเช่นนี้ ไปปรากฏอยู่ในหลายเรื่อง เช่น ในเรื่องภาษา ใครพูดผิด เขาจะต้องแก้ไขให้ถูก (ตามความเห็นของเขา) ลองสังเกตดูสิคะ
" แม่ว่ากับข้าววันนี้พอไปได้นะ"
" ไม่ใช่กับข้าว หมูทอดต่างหาก" หรือ
" ดูนั่นสิลูก มีคนมาตั้งเยอะแยะ"
" ไม่จริงค่ะ…มาแค่ 5 คน เท่านั้นเอง"

หรือในการใช้คำต่างๆ จะสะท้อนให้ผู้ใหญ่เราเห็นได้ว่า เขามีการพัฒนาความคิดที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้น เป็นต้นว่า เราจะพบการใช้คำบรรยายความรู้สึกของตนซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา โดยอาจจะจดจำคำมาจากที่ได้ยินคนอื่นพูด เช่น เมื่อก่อนอาจจะพูดว่า
" หมูทอดวันนี้อร่อยจัง"
แต่วัยนี้อาจจะพูดว่า " หมูทอดของคุณแม่วันนี้อร่อยอย่างบอกไม่ถูก"
" ที่โรงเรียนวันนี้ คุณครูดุเด็กทั้งห้องแบบไม่มีเหตุผล" ฯลฯ

หรือในการตัดสินใจปัญหาต่างๆ เขาก็จริงจังที่จะต้องให้เป็นไปอย่างที่ตกลงไว้ เช่น " ไหนคุณพ่อพูดว่าจะกลับบ้านก่อนนาฬิกาชี้เลข 7 ไงล่ะค่ะ" " คุณแม่บอกว่าไม่ให้เด็กๆ เล่นจักรเย็บผ้า ทำไมพี่เอยเล่นได้ล่ะคะ"

นอกจากนี้ เขายังบอกอารมณ์ความรู้สึกในใจของตัวเองได้ เช่น " หนูรู้สึกเหนื่อยแล้ว" " เต้ยรู้สึกว่ามันน่ากลัว" "แตนคิดว่ามันน่าเกลียดน่ากลัวออก"

ฉะนั้น ถ้าเข้าใจลักษณะพิเศษของวัยนี้ในเรื่องการคิดที่พัฒนาไปมาก คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่า มันเป็นโอกาสที่จะสร้างสรรค์ต่อการพัฒนาทางภาษาของเขามากทีเดียว เราช่วยลูกได้ด้วยการเพิ่มคำศัพท์ในคำพูดของเรา ให้เขามีความเข้าใจและคุ้นเคยทีละเล็กละน้อย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 54495, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 11, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (keywords) #เด็ก#วัยรุ่นและความรัก

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (11)

ระยะเปลี่ยนผ่านของกระบวนคิด
เปียเจต์ นักจิตวิทยาชาวสวิส เคยแบ่งพัฒนาการตามวัยของเด็กโดยชี้ว่า วัย 2 ถึง 7 ขวบ นั้นเป็นช่วงที่เรียกว่า preoperational stage ซึ่งเด็กๆ มองตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก เด็กวัยดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะคิดว่า สิ่งต่างๆ นั้นเกิดขึ้นตามความต้องการของตน เช่น " แดดออก…เพราะว่าวันนี้น้องแม้วอธิษฐานไม่ให้ฝนตก"

นอกจากนี้ เด็กวัย 2-7 นี้ยังคิดว่า สิ่งที่เคลื่อนไหวได้นั้นมีชีวิต ฉะนั้น อาจจะมีคำพูดประเภทที่ว่า "เห็นมั้ย ต้นกุหลาบออกดอกเพราะมันมีความสุข" วัยข้างต้นจึงสนุกสนานกับนิทานและจินตนาการต่างๆ

ส่วนวัยที่เปียเจต์ถือว่าเป็นขั้นพัฒนาระดับที่สูงขึ้น คือนับจาก 7 ขวบขึ้นไปถึงวัย 11 ที่เรียกว่า concrete operational stage นั้น เด็กจะมองวัตถุทั้งหลายต่างออกไปจากช่วงแรกมีความใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เข้าใจการชี้นับตัวเลข คิดเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้น

จะเห็นว่า วัย 7 ขวบเป็นวัยช่วงเปลี่ยนผ่านพอดิบพอดี จากการคิดแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางกึ่งจินตนาการ มาสู่ความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งเป็นรูปธรรมอธิบายได้ ดังนั้น ถ้าบางครั้งลูกจะคิดฝันอย่างเด็กเล็กบ้าง บางครั้งก้าวมาเป็นเหตุเป็นผลบ้าง สลับกันไปมา ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนไม่ใช่วัตถุ ที่สามารถหักเปลี่ยนแล้วก็เปลี่ยนเลย หากแต่อาจมีการหวนกลับได้บ้าง คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากนัก เช่นว่า "เข้าโรงเรียนแล้ว น่าจะรู้เรื่อง แต่ยังพูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่องเลย" "7 ขวบแล้วยังทำตัวเหมือน 6 ขวบ อยู่เลย" โธ่…ก็มันเพิ่งจะไม่กี่เดือนก่อนเท่านั้นเอง

พัฒนาการของเด็กจะต้องมีขั้นตอน แม้จะก้าวไปข้างหน้า แต่บางครั้งก็อาจจะย้อนกลับได้บ้าง
แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุน ในที่สุดเขาก็จะก้าวต่อไป เข้าสู่โลกที่เป็นจริงมากขึ้น
มองตัวเองติดลบ
วัยนี้เป็นวัยที่กล่าวไปแล้วตอนก่อนๆ ว่าเป็นวัยที่ถอยหลังเข้าคลองเล็กน้อย มองตัวเองติดลบนิดๆ ชอบวิพากษ์วิจารณ์ตนเองหน่อยๆ "หนูทำไม่ได้หรอกคะ" "แบมรู้…แบมทำได้ไม่ดีหรอก" "รูปที่ก้องวาดไม่เอาไหนสักหน่อย ไม่ต้องดูหรอก" แล้วบางทีก็อาจจะมีปฏิเสธบ้าง เพราะพัฒนาการของความไม่มั่นใจในตนเอง

ช่วงวัย 7 ขวบ จึงเป็นวัยที่ต้องการคำชมเชย เพื่อให้กำลังใจเสริมแรง "ค่อยๆ ทำนะคะ แม่ว่าหนูทำได้แน่ เพราะหนูมีความตั้งใจ" ความรู้สึกที่ต้องการความมั่นใจในตนเองอย่างนี้ จะปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ คุณพ่อคุณแม่อย่าเบื่อที่จะเสริมสร้างกำลังใจให้เขา อย่ารำคาญ ถ้าได้ยินคำรำพันประเภทไม่มั่นใจตัวเอง

นอกจากการมองตัวเองติดลบแล้ว นักพัฒนาการเด็กยังตั้งข้อสังเกตจากการทดสอบว่า เด็ก 7 ขวบนั้นสนใจเรื่องสยองขวัญหรือรุนแรงอยู่พอสมควร ประเภทแมงมุมพิษ เลือดหยด หนูตาย ฯลฯ เป็นต้น อันมิได้เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม เช่น การดูหนังรุนแรง การเห็นภาพข่าวทีวีหรือหนังสือพิมพ์ หรือจากความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ แต่ประการใด หากน่าจะเป็นพัฒนาการการมองโลกของเด็กวัย 7 ขวบ ตามธรรมชาติมากกว่า
รู้คุณค่า
วัยนี้รู้ความหมายของเงินดีขึ้น บางคนใช้เงินเก่ง แต่บางคนที่ได้รับการแนะนำที่ดีก็จะเริ่มเรียนรู้การประหยัดเก็บออม หรือการหยอดกระปุก คุณพ่อคุณแม่จึงน่าจะถือเป็นช่วงวัยที่จะสอนเขาในเรื่องคุณค่าของเงิน และการใช้เงินที่เหมาะสม

ในเรื่องข้าวของส่วนตัว เขาเริ่มจะมีความคิดเห็นค่าของสิ่งต่างๆ เริ่มรู้จักหวงแหน ทะนุถนอม หลายคนเริ่มเรียนรู้การดูแลรักษาข้าวของส่วนตัว เราจะเห็นว่า เด็กวัยนี้บางคนเริ่มสนใจการเก็บสะสมเป็นงานอดิเรก สะสมแสตมป์ เหรียญ การ์ด ฯลฯ

คุณค่าเรื่องดีเรื่องไม่ดี ก็เป็นเรื่องที่วัยนี้เริ่มเข้าใจ เด็กๆ ที่ได้รับการดูแลมาอย่างพอเหมาะพอสม จะเข้าใจเรื่องการไม่หยิบของของคนอื่น การไม่เอาของคนอื่นมาเป็นของตัว ไม่โกหก ไม่ขี้โกง และเรื่องความยุติธรรมก็เป็นประเด็นร้อนๆ ที่วัย 7 ขวบพร้อมจะเข้าใจและหยิบมาใช้ในการร้องทุกข์กับคนอื่นๆ
"แบ่งขนมแบบนี้ ไม่เห็นยุติธรรมเลย"

ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่เห็นทีจะต้องชัดเจน และหากจำเป็นจะต้องอธิบาย เช่น ทำไมน้องถึงได้เสื้อผ้าแบบนี้ ส่วนลูกได้แบบนั้น ก็ควรอธิบายว่า "ยุติธรรม" นั่นไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องเท่ากันหมด หากแต่หมายถึงความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละคน ลูกวัยนี้เข้าใจได้ค่ะ ถึงแม้เขาจะยึดมั่นในความยุติธรรมหนักแน่นเพียงใดก็ตาม

เขาสามารถเข้าใจเหตุผล รับฟัง แล้วก็ยินยอมตามความเห็นคนอื่นได้ (แม้จะไม่เต็มใจนัก)

จะสังเกตได้ว่า วัยนี้มี มาตรฐาน สารพัดอย่างทีเดียว รองเท้าต้องวางแบบนี้ ทำไมไม่เทนมในแก้วนี้ ดินสอสีแดงต้องวางเรียงต่อจากสีเขียวสิ ห้ามสลับ…ฯลฯ เขามีมาตรฐานของเขา และพยายามที่จะรักษาความมีมาตรฐานนั้นไว้กับตัว

นี่เป็นเรื่องดีค่ะ…อย่าเพิ่งรำคาญ เพราะนั่นหมายถึงการยอมรับกติกาและวินัยที่จะพัฒนาต่อไปในวันข้างหน้า

ดูจากเรื่องการพัฒนาทางสติปัญญาของลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะเห็นว่า ลูกวัย 7 ขวบที่ว่ามาตั้งแต่ตอนต้นว่าเลี้ยงยาก…ถดถอยนิดๆ เมื่อเทียบกับวัยก่อนนี้นั้น แท้ที่จริงก็ไม่ยากเย็นอะไร ดูดีๆ แล้วเขามีด้านที่สร้างสรรค์มากมายทีเดียว

อยู่ที่เราพ่อแม่มากกว่า ว่าจะสามารถดูแลพัฒนาการต่างๆ เหล่านี้ให้สร้างสรรค์ เพื่อการก้าวเข้าสู่วัย 8 ขวบได้อย่างเบิกบานและมั่นคงเพียงไร
ณัฐกฤตา ผลอ้อ
IP: xxx.47.13.175
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ

IP: xxx.131.217.34
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากเลยค่ะ

ช่วยได้มากเลยจริงๆ

ช่วงวัยเจ็ดขวบนี้สำคัญมากเลยนะคะ

เครือวัลย์
IP: xxx.109.64.204
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ กำลังปวดหัวเรื่องนี้ ช่วยได้เยอะเลย พอดีเขามีน้องเล็ก ๆด้วย ก็เลยกำลังเื้อและเหวี่ยงทวีคูณ  ขอบคุณจริง ๆ

คุณพ่อเวลาน้อยT,T
IP: xxx.207.187.80
เขียนเมื่อ 

ขอคุณสำหรับข้อมูลครับ ได้อะไรมากมายเลยจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ครับ

คุณแม่ไกลลูก
IP: xxx.199.220.64
เขียนเมื่อ 

คือเป็นพ่อแม่ที่วัยรุ่นน่ะค่ะและไม่ค่อยชินกับเด็ก เวลาพูดคุยกับลูกก็จะคุยกันแบบมีเหตุผล บางครั้งเราเองยังรุ้สึกว่ามันเยอะเกินไป ตอนนี้ที่เครียดก็มีแต่เรื่องเรียนน่ะค่ะ กลัวว่าลูกจะเรียนไม่ทันเพื่อน เพราะลูกความจำสั้นแล้วเรียนหลายอย่างหลายด้าน จนลูกรับไม่ทัน คือตอนนี้ดิฉันได้มีโอกาสมาที่สวีเดน ได้เห็นคนที่นี่เค้าเลี้ยงลูกกัน และ วัฒนธรรมของที่นี่คือรักษาความเป็นเด็กให้นานที่สุด การเรียนและสังคมพูดได้เลยว่าดีกว่าบ้านเรา เด็ก10ขวบยังไม่มีการบ้านเลย ทำไมที่บ้านเราเด็ก3ขวบมีการบ้านแล้ว แล้วจะให้เด็กที่ไหนเอาเวลาไปเล่นให้สบายใจ ทำไมที่เมืองไทยเด็กจะต้องเรียนพิเศษ ลูกดิฉันเลิกเรียน6โมงเย็นเพราะโรงเรียนให้เรียนพิเศษ ควรพัฒนาเด็กบ้าง ใส่ใจเด็กๆบ้าง อย่าพัฒนาแต่หลักสูตรจนลืมนึกถึงเด็กๆ เด็ก7ขวบเดี๋ยวนี้เรียนอย่างเดียวไม่ต้องทำอะไรเลย เด็กอยากเล่นค่ะ ไม่ได้อยากเรียนยันมืด

คุณแม่ปวดหัวเรื่องลูก
IP: xxx.205.112.17
เขียนเมื่อ 

ลูกมีโลกส่วนตัวเขาไม่ชอบให้ใดรมาออกคำาสั่งแต่เวลาเรียนจะชอบวาดรูปแต่พ่อสอบก็ทำคะแนนได้ดี

แม่ปวดหัวเด็ก7ขวบ
IP: xxx.205.112.17
เขียนเมื่อ 

เขาไม่ชอบเขียนหนังสือเวลาเรียนชอบวาดรูปแต่เวลาสอบเขาก็ทำคะแนนได้ดีลูกชายขึ้นก่อนเกณ์ตอนนี้อยู่ป.2แต่7ขวบวัยของเขายังหว่งเล่นแต่ต้องมาเรียนเย่อะเลยทำให้เขาเบื่อแต่เขาก็เรียนและอ่านได้ค่อนข้างดีแต่ก็ยังปวดหัวอยู่ดีเพราะตอนิยู่ในห้องเรียนเขาไม่ค่อยสนใจเวลาครูสั่งงาน

นุชลี ฤาชัย
IP: xxx.42.118.173
เขียนเมื่อ 

สวัสดีคะ มีเรื่องไม่สบายใจคะ ลูกชายตอนนี้ 7 ขวบ เค้าเป็นเด็กค่อนค้างมีเหตุผล และเซ้าซี้บ้าง อยู่กับพ่อแม่เราโอเคยังไงก็คือลูก แต่พออยู่กับคนอื่นเช่นเพื่อน ของพ่อแม่เอง เค้ามาพูดว่าลูกเราดื้อตาใส พูดไม่ฟัง บางครั้งอยู่กับคนอื่ีนทำให้คนอื่นเค้ารำคาญ บางครั้งเรารู้ว่ารู้เราเองดื้อแม่จะพยายามพูดกับเค้าด้วยเหตุผลก่อน แต่แป๊บเดี๋ยว ก็ทำอีก แต่บางครั้งเรามองว่า เด็กวัยยนี้เป็นวัยที่อยากจะทำอะไรด้วยตนเอง อยากให้บุคคลอื่นเห็นความสำคัญของตัวเอง