GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

PR จ๊ะจ๋า : The Movie เรื่องเล่าจากต่างแดน (ตอนที่ 5)

เมื่อถูกก่อกวนยวนบาทจากพวกบรรดาขาโจ๋ที่นี่ นักศึกษาไทยมักจะถามเชิงขู่ว่า Do you know Ong Bak? พร้อมกับตั้งท่าจะเตะ แค่นี้ก็ทำให้โจ๋แถวนี้หงอไปตามๆ กัน

เรื่องเล่าจากต่างแดน ตอนที่ ๕

(ส่งตรงจากประเทศอินเดีย)

The Movie

โดย…ประดิษฐ์ นารีรักษ์

 

Motion picture, Movie, Film, Cinema มีความหมายว่าภาพยนตร์หรือหนังในภาษาไทย คำเหล่านี้คงผ่านจักษุสัมผัสของท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย และที่สำคัญที่สุดคงไม่มีใครที่มิเคยดูหนังเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิตถ้ามีก็ถือว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมไม่ปกติแล้วล่ะครับ หนังนั้นก็มีหลายประเภทให้เลือกดูเลือกชมไม่ว่าจะเป็นหนังตลกโปกฮาหัวเราะจนขากรรไกรค้าง หนังเศร้าจนมิอาจสะกัดกั้นต่อมน้ำตาไว้ได้ หนังแอ๊คชั่นที่ยิงกันสนั่นจอ หรือหนังเชิงจินตนาการเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นต้น และในแต่ละปีมีภาพยนตร์ออกสู่สายตาคอหนังหลายเรื่องหลายรส บ้างก็ถูกใจแฟนๆ บ้างก็ไม่สมอารมณ์หมาย เพราะมนุษย์มีรสนิยมความชอบไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดหนังทุกเรื่องก็ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวที่ลงทุนควักกระเป๋าซื้อบัตรพร้อมกับป๊อบคอร์นและเป๊ปซี่หนึ่งแก้วใหญ่เข้าไปดู

หากคำนวณเวลาที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันในโรงหนังก็ประมาณสองชั่วโมงหรือกว่านิดๆ ตามความยาวของหนัง ไม่ว่าจะเป็นหนังไทย หนังฝรั่ง หนังจีน ยกเว้น หนังอินเดียเพราะอย่างน้อยต้องสามชั่วโมงขึ้นไป แบบว่าซื้อบัตรทีถือว่าคุ้มสุดๆ ถ้าใช้ภาษาชาวบ้านก็นั่ง จนตูดงอกรากเลยทีเดียว และตามธรรมเนียมของหนังอินเดียจะเป็นหนังที่มีเพลงประกอบอยู่ในเรื่องไม่ต่ำกว่าห้าถึงหกเพลง หรือประมาณหนึ่งอัลบั้ม จังหวะดนตรีเร้าใจมากทั้งพระเอกและนางเอกเต้นกันพุงกระเพื่อมเลยทีเดียวและท่าเต้นของนางเอกนั้น เย้ายวนอารมณ์มิใช่น้อย ใชว์พุงนิดๆ สะดือหน่อยๆ แค่นี้ก็ทำให้คอหนังกรี๊ดสลบแล้วถ้าเป็นเมืองไทยหากไม่เจอวิจารณ์แบบสาหัสล่ะก็ต้องเจอแบนแน่ๆ แต่ที่อินเดียเขาถือว่าธรรมด๊า ธรรมดา และต้องยอมรับว่าเขาออกแบบท่าเต้นได้สุดยอดจริงๆ กระตุ้นอารมณ์คนดูได้ดีมากๆจนบางครั้งไม่สามารถบังคับประสาทส่วนล่างให้หยุดนิ่งได้จำต้องขยับตามจังหวะเพลงไปด้วย ฉะนั้นพระเอกและนางเอกหนังอินเดียต้องเป็นนักเต้นเท้าไฟจึงจะมีโอกาสโด่งดังได้

ถ้าเป็นบทเศร้าก็สื่ออารมณ์เศร้าได้จับใจตามทฤษฏีคะธาร์ซิส (Catharsis)ของอริสโตเติลเลยทีเดียวพอถึงตอนฉากแอ๊คชั่นพระเอกสู้กับโจรบรรดาคอหนังชาวอินเดียเขาจะไม่นั่งดูเฉยๆสงบเสงี่ยมเจียมอารมณ์เหมือนคอหนังเมืองไทยนะครับเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์หนังจริงๆต้องปรบมือเป่าปากด้วยพร้อมกับส่งใจไปเชียร์พระเอกสุดๆ คล้ายๆกับเชียร์มวยข้างเวทีเลยทีเดียว ผมว่าก็มันในอารมณ์ไปอีกแบบนะครับ และพอหนังฉายไปถึงช่วงกลางเรื่องจะมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษปรากฎขึ้นกลางจอว่า INTERMISSION ซึ่งแปลว่า หยุดพักครึ่ง พร้อมกับเปิดไฟสว่างจ้าให้คอหนังมองเห็นประตูทางออกเพื่อไปหาซื้อของขบเคี้ยวเพื่อประทังความหิวหรือเข้าห้องน้ำแล้วแต่จะสะดวกเป็นเวลา 15 นาที บรรยากาศแบบนี้คิดถึงหนังขายยาในอดีต ตอนที่ผมเป็นเด็กพอหนังกำลังมันคนฉายเปิดไฟขายยาเพื่อดึงดูดให้คนหันไปสนใจสินค้าที่นำมาจำหน่ายและรั้งคนดูให้อยู่รอดูหนังที่กำลังมันเข้าอารมณ์ต่อไป แต่ที่นี่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของโรงหนังทุกโรงไม่ว่าจะเป็นหนังฝรั่ง หนังไทย หนังจีน ต้องมีพักครึ่งทั้งนั้นไม่มีข้อยกเว้นและถือว่าเป็นกลยุทธทางการตลาดอีกแบบเพราะยังไงคอหนังต้องมาซื้อของกินแน่นอนไม่มากก็น้อย

ส่วนหนังไทยที่มาฉายในเมืองเชนไนเมื่อปีที่แล้วก็มี องค์บาก และ เกิดมาลุย เป็นหนังที่คอหนังที่นี่ชอบมากเพราะได้เห็นลีลาต่อสู้ด้วยศิลปะมวยไทยโดยบักจา หรือ โทนี่จา นักศึกษาไทยที่เชนไนก็พลอยได้อานิสงค์จากหนังสองเรื่องนี้ไปด้วยเพราะเมื่อถูกก่อกวนยวนบาทจากพวกบรรดาขาโจ๋ที่นี่ นักศึกษาไทยมักจะถามเชิงขู่ว่า Do you know Ong Bak? พร้อมกับตั้งท่าจะเตะ แค่นี้ก็ทำให้โจ๋แถวนี้หงอไปตามๆ กัน แต่ตอนนี้ต้มยำกุ้งเข้ามาโชว์วิชาหักกระดูกให้คอหนังชาวอินเดียได้ชมแล้ว ต่อไปคงต้องขู่ด้วยประโยคที่ว่า “Do you know Tom Yam Koong? ซะแล้วววว!

……………………………………………..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 54408
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ก็เป็นเรื่องเล่าสบาย ๆนะครับ...

ถ้าลงบันทึก...ช่วยบอกด้วยนะครับผม

ขอบคุณครับ...