"นอนแคงแหลงเรื่องโหมเราเพื่อพัฒนายกระดับจากประชาชน เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู้การเมืองภาคพลเมือง




          สภาาองค์กรชุมชนโดยแนวคิดและหลักการในการออกกฎหมาย เป็น 

พระราชบัญญัติ สภาองค์กรชุมชน  ต้องการให้เป็นสภาคู่ขนานกับ สภาของท้องถิ่น 

ให้เป็นที่ปรึกษาหารือ เรียนรู้ถึงสิทธิและหน้า ของพลเมือง 

        2 วาระครึ่ง ของการเป็นประธานสภาองค์ชุมชนเทศบาลตำบลปากพะยูน

 ผู้เขียน ยอมรับว่ายังขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้คิดค้นผลักดัน

ยังไปไม่ถึงใหน ในนามของค์กร  แต่ในนามส่วนตัวในฐานะประธานได้เรียนรู้หลายสิ่ง

หลายอย่าง ทั้งสิทธิ หน้าที่และความเป็นพลเมือง เพราะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ประชุมพัฒนาศักยภาพมาก็หลายครั้ง 



        วันที่ 27 -28  กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ทางคณะทำงานได้จัดเวที ทบทวน 

ถอดบทเรียน และเรียนรู้สถานะการ  การเมืองร่วมกัน ถายใต้การพูดคุยแบบพี่น้องนั้น

คือ"นอนแคงแหลงเรื่องโหมเรา เพื่อพัฒนายกระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลง " 

ภาคกลางวัน คุณ สุวัฒน์ คงแป้น เจ้าหน้าที่อาวุโส ของ พอช.ได้มานำคุยกระบวนกร

ค้นหาตัวเอง  โดยการให้ผู้ร่วมเวทีทุกคนได้แสดงความเห็นตามประเด็นที่เปิดไว้  

       1 ปัญหาที่เป็นอุปสรรค

>.ขาดความร่วมมือจากภาคี และประชาชน 

>.การเมืองท้องถิ่นเปลี่ยน 

>.ค่านิยมที่หลงไปกับความสะดวกสบาย ฟุ้งเฟื้อ 

>.กฎหมาย ข้อบังคับ 

>.ปัญหาภายใน กระบวนการขององค์กร  

>.ไม่เปิดใจ สมาชิก กรรมการ(บางคน)ไม่เข้าใจบทบาทตนเอง 

>.กลไกโครงสร้างไม่เป็นเอกภาพ 

>.การสื่อสารไม่ตรง ก้าวก่ายหน้าที่ ไม่ปรึกษาหารือ

>. แกนนำขาดความเข้าใจเป้าหมายของการพัฒนา

>. แบ่งขั้วการทำงาน ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก 

>.ไม่ยอมรับมติที่ประชุมออกมา รายมาย* 

>.ขาดความกระตือรือร้นในการหาความรู้ 

>.ทำงานหลายเครือข่าย 

>.งานไม่เป็นระบบ 

>.ขาดการให้กำลังใจกัน  

      2  สิ่งดีที่พบเห็นในองค์กร

>.มีความเท่าเทียมกัน 

>.มีจิตอาสา 

>.พบปะพูดคุยแบบพี่น้อง  

>.มีความสามัคคี 

>.มีกฎหมายรองรับสฐานะขององค์กรสภาฯ 

>.มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัยทางการเงิน 

>.มีจริยธรรม 

>.มีการเอื้อเฟื้อ 

        3   ปัจจัยที่เอื้อต่อการทำงานองค์กร 

>. มีความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง 

>.ครอบครัวให้กำลังใจ 

>.มีความสุขในการทำงาน

>. มีกฎหมายรองรับในการทำงาน 

>.ได้ทำในสิ่งทีชอบ 

>.มีพื้นที่เรียนรู้ 

>.มีแหล่งเงินทุนสนับสนุน 

>.มีความรู้ 



บังหล๊ะ จิระ ชูช่วย เจ้าของสถานที่แนะนำสวนสมุนไพรและสภาองค์กรชุมชนตำบลเกาะหมาก


         ซึ่งในเรื่องที่ชวนคุย ร่วมคิด เอามาเขียน จะได้วิเคราะห์หาทางแก้ไข เป็นแผน

งานโครงการของสภาองค์กรชุมชนแต่ละพื้นที่ และจะได้ร่วมกันเติมเต็มในวงอีกครั้งใน

วันที่28 

      หลังจากนั้น คุณ สุวัฒนาก็ชวนคุยถึงสถานะการบ้านเมือง โดยตั้งโจทย์ว่า 

           "การเมืองภาคพลเมืองเมืองเป็นปัจจัยชี้ขาดประชาธิปไตยไทย" 

โดยเล่าความถึงสถานะของบุคลในความหมายที่ถูกกำหนด

>. เช่นราษฎร์

 เป็นโดยกำเหนิด คือมาไปแจ้งเกิดได้เลข 13 หลักกำกับใน ทร14 ก็ถือว่าเป็นราษฎร 

รัฐมีหน้าทีต้องดู มีสิทธิ (หรือราษฎรคือพลเมืองของประเทศ อาจาย์เปลื้อง 

ณ.นคร)

>.ประชาชน   คือสามัญชนทั่วๆไปที่ไม่ใช่ข้าราชการ พ่อค้า หรือนักบวช (อาจารย์ 

เปลื้องณ.นคร) ความเป็นประชาชนเกิดขึ้นตามกฎหมาย แลธโดยการสมรส คือบรรลุ

นิติภาวะมีทั้งสิทธิและหน้าที่ 

>.พลเมือง คือประชากร ที่อยู่ภายในรัฐหรือประเทศ พลเมืองมีสิทธิที่จะออกเสียง

หรือแสดงความเห็น หรือมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ  ที่รัฐได้เสนอออกมาเป็นนโยบาย

(ภูมิ ปฐพี) 

พลเมืองก็คือคนที่ รู้จักสิทธิ จัดการสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ปี2540 หรือการใช้สิทธิ 

ตามรัฐธรรมปี 2550 ในมาตรา 66 - 67 ซึ่งได้กำหนดใน พระราชบัญญัติสภาองค์กร

ชุมชนในมาตรา  21 (1) และ(2) ซึ่งคนทำงานสภาองค์กรชุมชน 

ต้องรู้จักสิทธิและใช้สิทธิของตนเอง เพื่อยกระดับจากประชานไปสู่พลเมือง 

และต้องทำการเมืองภาคพลเมือง นั้นคือเป้าหมายของเวทีในครั้งนี้ 

"นอนแคงแหลงเรื่องโหมเราเพื่อพัฒนายกระดับจากประชาชน 

เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู้การเมืองภาคพลเมือง 

ตามที่ได้ฟังการชวนคุยร่วมคิดของ คุณสุวัฒน์ คงแป้น 

ที่ฝันให้สภาองค์กรชุมชนเป็นแหล่งชวนคุยร่วมคิดให้เกิดการเมืองภาคพลเมือง



คุณ สุวัฒน์ คงแป้น นักกระบวนกร


บรรยากาศในสวนยางน่านอน


บุญล้อม  ผอมขวัญ เลขาสภาองค์กรชุมชนพัทลุง สรุปรวบยอดการคุยในวันนี้  แล้วให้การบ้านมาส่งพรุ่งนี้