สำนักข่าวเอ็นบีซี, หนังสือพิมพ์โตรอนโตซัน, และคิวเอ็มไอ เอเจนซี กราฟิกส์ นำเสนอกราฟง่ายๆ ที่ช่วยอธิบายกลไกการล้มละลายของเมืองดีทรอยท์ สหรัฐฯ, ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ภาพที่ 1: เมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน อยู่ทางเหนือ ค่อนไปทางตะวันตกของสหรัฐฯ (จุดสีแดง ปลายลูกศร), ใกล้ "แม่น้ำทั้ง 5" และใกล้พรมแดนแคนาดา [ ภาพจาก Wikipedia ]
ความเจริญและถดถอยของเมืองนี้ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของประชากรที่มีสัดส่วนคนสูงอายุมากขึ้น

ภาพที่ 2: สำนักข่าวเอ็นบีซี นิวส์สรุปสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการล้มละลาย
(1). กราฟซ้ายมือ > แนวตั้งแสดงยอดการจ้างงาน, แนวนอนแสดงปี ค.ศ. (ถ้านำ 543 บวกเข้าไป จะได้ปี พ.ศ.)
เส้นสีฟ้าแสดงคนตกงาน, เส้นสีแดงแสดงคนมีงานทำ,
(2). กราฟขวามือ > แนวตั้งแสดงประชากร, แนวนอนแสดงปี ค.ศ.
.
จะเห็นว่า ช่วงปี 1992-1994/2535-2537 > คนมีงานทำ + ประชากรเพิ่มขึ้น = มีคนจ่ายภาษีมากขึ้น
จากนั้นตกลงสู่ขาลง > คนมีงานทำลด (สัดส่วนตกงานเพิ่ม) + ประชากรลดลง = มีคนจ่ายภาษีลดลง
แต่รายจ่ายของเมืองไม่ลดลงเท่าไร เนื่องจากสมัยรุ่งเรืองจ้างงานภาครัฐไว้มาก ทำให้มีคนทำงานภาครัฐมาก เมื่อคนกลุ่มนี้เกษียณก็เกิดภาระรายจ่ายเงินบำนาญ แถมคนหลังเกษียณมีอายุเฉลี่ยมากขึ้น (ตายยาก) ทำให้รายจ่ายในรูปเงินบำนาญพอกพูน
.

ภาพที่ 3: ภาพจาก นสพ.โตรอนโตซัน แคนาดา (คิวเอ็มไอกราฟฟิกส์เป็นผู้ทำภาพประกอบข้อมูล = infographics) แสดงกลไกการล้มละลายดังนี้
.
อุตสาหกรรมยานยนต์บูมในช่วงปี 1950/2493 ทำให้ประชากรเพิ่มจนถึง 1.8 ล้านคน
ต่อมาโดนรถญี่ปุ่นถล่ม กิจการยานยนต์ถดถอย จนต้องปรับโครงสร้าง ขอเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย เพื่อให้ไล่คนออกจากงาน จ่ายบำเหน็จบำนาญน้อยลง ลดสวัสดิการลงได้แบบถูกกฎหมาย ย้ายฐานการผลิต ปรับกระบวนการผลิตจนอุตสาหกรรมรถ เช่น GM, ฟอร์ด ฯลฯ กลับมาแข็งแกร่งในเมืองอื่น
เศรษฐกิจถดถอยทำให้คนอพยพออก ประชากรลดไปเรื่อยๆ จนถึง 7 แสนคนในปี 2012/2555, ช่วงที่ประชากรลดเร็ว คือ 13 ปีสุดท้าย ซึ่งลดลงถึง 26% = มากกว่า 1/4
คนทำงานลดลง = คนจ่ายภาษีลดลง = รายได้น้อยลง
.
ทีนี้ลองมาดูประชากรที่เหลือในเมืองบ้างว่า เป็นพวกจ่ายภาษี หรือพวกกินภาษี
- 26.7% อายุต่ำกว่า 18 ปี > ยังไม่มีงานทำ เป็นพวกกินภาษี
- 11.5% อายุเกิน 65 ปี > เกษียณแล้ว กินบำเหน็จบำนาญ หรือบุญเก่า เช่น เงินออม ฯลฯ
- 82.7% เป็นคนผิวดำ เชื้อสายอาฟริกัน > คนกลุ่มนี้ปรับตัวเข้ากับสังคมอเมริกันได้ "ช้า" กว่าคนกลุ่มอื่นๆ แต่ก็เร็วกว่ากลุ่มที่ปรับตัวได้ช้าที่สุด คือ อินเดียนแดง
- ตกงาน > เดิม 27.8%, ลดลงมาเป็น 16% ในยุคท่านโอบามา ซึ่งกลไกหลักน่าจะมาจากนโยบาย QE ที่ัพิมพ์แบงก์ อัดเงินเข้าตลาด ทำให้ค่าเงินสหรัฐฯ ตก, ส่งสินค้าและบริการออกได้มากขึ้น
สรุป คือ พวกจ่ายภาษีลดลง พวกกินภาษีหรือใช้สวัสดิการรัฐ เช่น รับเงินอุดหนุนคนตกงาน รับบำเหน็จบำนาญฯลฯ เพิ่ม
ภาพรวมของเมืองดีทรอยท์ที่่ถดถอย คือ
- ไฟถนน 40% ไม่สว่าง
- สัดส่วนคนมีบ้าน 53.8% (ไร้บ้าน = 46.2% = เกือบ 1/2) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรัฐมิชิแกน 73.5%
- บ้านทิ้งร้าง 78,000 หลัง
- หมูบ้านทิ้งร้าง 66,000 ล็อต
เป็นที่รู้กันในสหรัฐฯ ว่า
เมืองไหนมีสัดส่วนคนผิวขาว (ฝรั่ง), หรือคนเอเชีย เช่น อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ไทย ฯลฯ มาก มักจะเจริญมากที่สุด เพราะคนเอเชียชอบเรียนหนังสือ ชอบทำงาน ชอบเก็บเงิน ชอบลงทุน
เมืองไหนมีสัดส่วนคนฮิสปานิค (hispanic) หรือคนอพยพจากเม็กซิโก-อเมริกากลาง-อเมริกาใต้มาก มักจะมีเศรษฐกิจโตเร็วรองลงไป เพราะพวกนี้ขยัน เก็บเงินส่งกลับบ้านบ้าง แถมยังมีลูกดก ทำให้สัดส่วนเด็ก-คนอายุน้อยเพิ่ม, สัดส่วนคนสูงอายุลดลง
เมืองไหนที่มีสัดส่วนคนผิวดำอยู่มาก มักจะมีเศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าไร โดยเฉพาะสัดส่วนคนตกงานมักจะสูง, บ้านแถบไหนมีคนผิวดำมากมักจะมีราคาตก หรือมีคนผิวขาว-คนเอเชียอพยพออกสูงขึ้น
สถิติโรคภัยไข้เจ็บในคนผิวดำสหรัฐฯ คือ อายุสั้นกว่า ตายจากการฆ่าตัวตาย-ฆ่ากันตายมากกว่า ติดยาเสพติดมากกว่า โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง มะเร็ง ฯลฯ สูงกว่า
มีดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ พันธุกรรมจากอาฟริกาทำให้ไตกรองของเสียได้มากกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 21% ซึ่งถ้ามีอายุเท่ากัน น้ำหนักตัวเท่ากัน โรคภัยไข้เจ็บเท่ากัน อาจทำให้เสี่ยงไตเสื่อม-ไตวายน้อยกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ
.

ภาพที่ 4: ดีทรอยท์มีหนี้สะสม 18,000 ล้านดอลลาร์ฯ = 540,000 ล้านบาท, มีเจ้าหนี้รวม 100,000 เจ้า (คงจะรวมข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ผู้รับบำเหน็จบำนาญด้วย)
รัฐนี้เก็บภาษีเต็มเพดานกฎหมายอยู่แล้ว ทำให้เพิ่มภาษีขึ้นอีกไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เมืองที่มีลักษณะแบบ "น้องๆ ดีทรอยท์" ยังมีอีกหลายเมือง ทว่า... ปัญหายังไม่แรงเท่าเมืองนี้
ต่อไปเทศบาลนคร หรือเมืองใหญ่อื่นๆ ก็อาจมีชะตากรรมคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะต่อไปจะมีสัดส่วนคนสูงอายุมากขึ้น คนรับบำเหน็จบำนาญมากขึ้น คนวัยทำงานลดลง คนจ่ายภาษีลดลง
.

ภาพที่ 5: สถิติอื่นๆ ของเมือง
- คนจน (อยู่ใต้เส้นยากจน หรือรายได้ไม่ค่อยพอกินพอใช้) = 36.2% > ไม่จ่ายภาษี กินภาษี
- รถพยาบาล 2/3 ใช้การไม่ได้ > ที่นั่นไม่มีรถ อพปร. หรือปอเต๊กตึ๊งอะไรทำนองนี้ ตัวใครตัวมัน
- เรียกตำรวจด่วน 58 นาทีรับสาย > ช้ากว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 11 นาที
- วัยรุ่น (15-19 ปี) ลูกดก > วัยรุ่น 1,000 รายมีลูก 52 ราย
- ไฟไหม้จากการวางเพลิง 1/12 ของไฟไหม้ทั้งหมด
ถ้าถามว่า เมืองแบบดีทรอยท์มีใครอยากย้ายไปอยู่ไหม...
คนทั่วโลกที่อดอยากยากแค้น เช่น อาฟริกา อัฟกานิสถาน อิรัก คนจนในอินเดีย-บังลา-ปากีฯ ฯลฯ คงจะบอกว่า ดีทรอยท์เป็นที่ที่ดีน้องๆ สวรรค์ทีเดียว (ถ้าอเมริกายอมให้ย้ายไป)
ปี 2555 เศรษฐกิจไอซ์แลนด์... เกาะใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ (UK) ไม่ค่อยดี
มีนายทุนจากแผ่นดินใหญ่ขอซื้อที่ล็อตใหญ่ หลายตารางกิโลเมตร อ้างว่า จะทำเป็นที่ท่องเที่ยว ลงทุน อุตสาหกรรมใหญ่
คนจากยุโรปรวมตัวกันคัดค้าน... กลัวจีนจะใช้เป็นฐานทางการทหาร หรือสอดแนมยุโรป-อเมริกาในอนาคต เลยไม่ขายให้
ถ้าทางการดีทรอยท์จะขายเมืองนี้ให้นักลงทุนจีนสักส่วนหนึ่ง... คงจะมีคนซื้อทันที
เพียงได้สิทธิ์เป็นพลเมือง หรือกรีนการ์ดเข้าประเทศก็ขายต่อได้กำไรมหาศาลแล้ว
เมืองดีทรอยท์ที่ตกต่ำของสหรัฐฯ ยังคงเป็นเมืองในฝันของคนอีกหลายๆ คน
.
ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูลแบ่งปั่นความรู้
สวัสดีค่ะคุณหมอวัลลภ...ติดตามบันทึกคุณหมอมาตลอด...ขอบคุณบันทึกที่ดีมีประโยชนืมากๆนะคะ