มาใช้เวลาว่างในวันอาทิตย์เรียนรู้เรื่องราวในอดีตกับพิพิธภัณฑ์กันดีกว่าค่ะ
มีข่าวดีมาบอกค่ะ
ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายเสริมสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง
โดยกำหนดให้ทุกวันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว
เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้ร่วมกันทำกิจกรรม
อันจะก่อให้เกิดความอบอุ่นในครอบครัว
และเพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว
กรมศิลปากรจึงเห็นควรงดเก็บค่าเข้าชมโบราณสถาน
อุทยานประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
สำหรับคนสัญชาติไทยที่พาครอบครัวมาเข้าชมในวันอาทิตย์ทุกสัปดาห์ค่ะ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร
ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในกรมศิลปากร จึงขอเชิญชวนเพื่อนๆ
พาครอบครัวมาเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร
ในวันอาทิตย์ โดยไม่เสียค่าเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่
16 ตุลาคม - 25 ธันวาคม 2548 ค่ะ
แล้วพบกันนะคะ
การจะเก็บค่าเข้าชมหรือไม่ ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็ถูกมากอยู่แล้ว จนไม่คุ้มการต้นทุนในการดำเนินการ ดังนั้นการไม่เก็บค่าเข้าชมก็ไม่มีผลต่อพิพิธภัณฑ์เท่าใดนัก จะไม่เก็บค่าเข้าชมเสียเลยก็ได้แต่การที่รัฐพยายามให้พิพิธภัณฑ์ออกนอกระบบ และพึ่งตนเองให้ได้นั้น จะไม่เก็บค่าชมพิพิธภัณฑ์ไม่ได้แล้ว ทั้งยังควรเก็บค่าเข้าชมให้สูงขึ้นเพื่อให้คุ้มกับต้นทุนด้วย ยิ่งวันอาทิตย์เป็นวันที่มีรายได้จากการเข้าชมสูงสุด การไม่เก็บค่าเข้าชมยิ่งทำให้การพึ่งตนเองของพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย นี่เป็นเรื่องการขัดกันของนโยบายของรัฐที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นธรรมดา นอกจากนี้ ยังไม่มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่า การไม่เก็บค่าเข้าชมจะดึงดูดคนเข้าพิพิธภัณฑ์มากขึ้น เนื่องจากค่าเข้าชมเดิมก็ถูกมากอยู่แล้ว จึงไม่เป็นการลดต้นทุนของผู้เข้าชมได้มากพอจะจูงใจให้เขาเลือกมาชมพิพิธภัณฑ์แทนที่อื่น ด้วยผู้เข้าชมทุกคนที่จะเข้าชมเขามีค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายอยู่แล้ว อย่าง ค่ารถโดยสาร ค่าน้ำมัน ฯลฯ กระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากรจึงต้องเลือกที่จะอุดหนุนพิพิธภัณฑ์ต่อไป แล้วไม่เก็บค่าเข้าชม หรือเก็บในราคาถูก หรือเลือกที่จะให้พิพิธภัณฑ์พึ่งตนเองให้ได้ แล้วให้แต่ละแห่งเก็บค่าเข้าชมที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง อย่าทำอย่าง งูๆปลาๆ เช่นในขณะที่ให้งบประมาณรายจ่ายในการลงทุนหรือดำเนินการพิพิธภัณฑ์น้อยมาก อย่างเดียวที่จะได้ คือ เสียงชื่นชมรัฐบาลเท่านั้น โดยปล่อยให้ข้าราชการ เฉพาะอย่างยิ่งกรมศิลปากรต้องทำงานอย่างลำบากยากเย็นต่อไป
ขอแก้ไขข้อความที่พิมพ์ผิด ดังนี้
จาก " การจะเก็บค่าเข้าชมหรือไม่ ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็ถูกมากอยู่แล้ว จนไม่คุ้มการต้นทุนในการดำเนินการ . . ."
เป็น " การจะเก็บค่าเข้าชมหรือไม่ ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก็ถูกมากอยู่แล้ว จนไม่คุ้มกับต้นทุนในการดำเนินการ . . ."
เมื่อกรมศิลปากรตัดสินใจที่จะสนองนโยบายรัฐบาล ก็จะต้องกลับมาพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในเรื่องงบประมาณของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติด้วย โดยเฉพาะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด อย่าปล่อยให้ตกอยู่ในชะตากรรมแบบที่ ผอ.สพช.บอกว่าก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของแต่ละพิพิธภัณฑ์นี่สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ของ ผอ.สพช.ว่าเป็นเช่นใด
ดูเรื่อง ตราประจำเมืองชุมพรและตราประจำตำแหน่ง ได้ที่ บล็อก ประวัติศาสตร์ไทย ชุมชนบล็อก ประวัติศาสตร์ หรือที่ thaihistory.gotoknow.org โดยตรง
ดูข้อมูลเรื่อง ตราประจำเมืองชุมพร และตราประจำตำแหน่ง เพิ่มเติมได้ที่บล็อกประวัติศาสตร์ไทย ชุมชนบล็อกประวัติศาสตร์หรือที่ thaihistory.gotoknow.org โดยตรง ซึ่งหากค้นคว้าข้อมูลอะไรได้ ก็จะพิมพ์เพิ่มเติมในข้อคิดเห็น
แม้ห้องจัดแสดงแสงและเสียงเรื่องพายุเกย์ จะดึงดูดความสนใจของประชาชนได้มาก แต่ต้นทุนในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ค่อนข้างสูง ขณะที่ให้คุณค่า/ความรู้แก่ผู้เข้าชมไม่มากนัก และสิ่งที่จัดแสดงนั้น ก็ไม่สะท้อนความเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองเท่าใดนัก อยาก พช.ชุมพร เสนอกรม ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงห้องจ้ดแสดงดังกล่าว ส่วนจะให้จัดแสดงอะไรนั้น ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดชัดเจน รวมทั้ง ต้องฟังความเห็นของชาวชุมพรด้วย
คำถามพื้นๆ ที่เรามักมองข้ามไป อย่างเช่น ถามว่า ผู้ชมได้อะไรจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้าง อะไรเป็นแรงจูงใจให้แต่ละคนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ และ พิพิธภัณฑ์ได้ให้อะไรแก่ผู้ชมบ้าง นับเป็นคำถามที่สำคัญที่พิพิธภัณฑ์จะต้องตระหนักและแสวงหาคำตอบอยู่เสมอ เพราะคำตอบของคำถามเหล่านี้ จะช่วยให้พิพิธภัณฑ์พัฒนาไปในทิศทางทีเหมาะสมและเกิดประโยชน์แก่สังคม
เห็นด้วยกับคุณพี่ชายนะคะ ที่เขียนได้ประทับใจมาก โดนใจจริงๆ สภาพของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ของกรมศิลปากร มีคู่แข่ง หรือคิดว่าไม่มีก็ตาม เช่น พิพิธภัณฑ์ของเอกชน ของมหาวิทยาลัย หรือของท้องถิ่น ที่เค้าทำพิพิธภัณฑ์ที่อาจจะดีกว่า น่าสนใจกว่า บัตรเข้าชมก็แพงกว่า แต่ทำไมคนถึงสนใจอยากจะเข้านักหนา บางพิพิธภัณฑ์ค่าเข้าชมถึง ๒๐๐ บาท คนยังยอมเสียเลย และพูดถึงตลอดว่าถ้ามีโอกาสก็ยังอยากไปชมอีก อยากให้ผู้บริหารของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทุกระดับหันมาปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของตนเองให้จริงจังมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่อ้างว่าไม่มีงบประมาณ
เห็นด้วยกับความคิดเห็นของพี่ชายและพี่สาวค่ะ แต่มีบางอย่างที่แตกต่างออกไป คือ พิพิธภัณฑ์ของเอกชนและพิพิธภัณฑ์ของรัฐมีจุดประสงค์ต่างกัน อย่าเพิ่งค้านนะคะ ที่มาแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ไม่ใช่เข้าข้างกรมศิลปากรแต่มองสภาพความเป็นจริงอย่างที่มันควรจะเป็นมากกว่า พิพิธภัณฑ์ของเอกชนอยู่ในสภาพที่ต้องเลี้ยงตนเองให้ได้ มุ่งทำพิพิธภัณฑ์โดยเป็นไปในลักษณะของธุรกิจมากกว่า (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพิพิธภัณฑ์เอกชนจะมุ่งหวังกำไรทุกแห่งนะคะ) ในขณะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นของรัฐมีจุดประสงค์ในการจัดตั้งโดยมิได้หวังผลกำไร ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นในเรื่องการบริหารแต่ก็ยังยึดจุดประสงค์อันนี้อยู่ ค่าเข้าชมถึงได้ไม่สูง เพื่อให้คนทุกระดับสามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้ได้ และในกรณีที่พิพิธภัณฑ์เอกชนเก็บค่าเข้าชมแพงกว่าแต่มีคนเข้าชมมากกว่านั้น ต้องดูว่าพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวอะไร มีจุดเด่นอะไรที่มาดึงดูดความสนใจ และตั้งอยู่ในสถานที่ใด เรื่องการแข่งขันในปัจจุบันเป็นเรื่องที่น่ายินดีค่ะ การมีพิพิธภัณฑ์เอกชน หรือตามโรงเรียน และสถานศึกษามากขึ้นนับเป็นนิมิตหมายที่ดีในวงการพิพิธภัณฑ์ ใครที่มีใจรักและมีกำลังทรัพย์กำลังสมองและมีโอกาสทำพิพิธภัณฑ์ก็ถือเป็นเรื่องดีมากๆ ค่ะ (แต่ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เอกชนบางแห่งก็ประสบปัญหาเดียวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเหมือนกันค่ะ อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์เด็ก เป็นต้นค่ะ) การแข่งขันต่างๆ จะให้พิพิธภัณฑ์ทั้งของเอกชนและรัฐมีการตื่นตัวมากขึ้น สำหรับเรื่องการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ขึ้นอยู่กับตัวผู้ชมเองด้วยค่ะว่าจะมีความทราบซึ้งในเรื่องที่จัดแสดงมากแค่ไหน บางครั้งอาจไม่ได้สนใจเรื่องราวที่จัดแสดงก็มีค่ะ มาเพราะมีในโปรแกรมทัวร์ หรือแวะมาเพราะไม่รู้จะไปที่ไหน การที่จะทำให้คนไทยเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมากขึ้น คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำงานของกรมศิลปกรเพียงอย่างเดี่ยว แต่ต้องเป็นความร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่ายถึงจะได้ผลค่ะ ปัจจุบันนี้เวลาไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จะมีความรู้สึกว่าสงสารคนที่ตั้งใจทำงาน (ไม่รวมคนที่ดีแต่พูดนะคะ) เนื่องจากทุกพิพิธภัณฑ์ได้พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นความรู้ ทั้งที่เป็นทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งบางพิพิธภัณฑ์มีงบประมาณในการก่อสร้างและจัดแสดงไม่น้อยเลยที่เดียว แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีว่าเป็นเรื่องล้าสมัย ดูแล้วก็ผ่านเลยไป เรื่องนี้ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก ในบทเรียน ต้องปลูกฝังทัศนคติตั้งแต่แรก รวมทั้งพ่อแม่ก็ต้องสอนลูกหลานให้เห็นความสำคัญด้วย ถ้าพ่อแม่ไม่สนใจเด็กก็คงไม่ซาบซึ้งใช่ไหมค่ะ ที่ออกความเห็นอย่างนี้อาจจะทำให้พี่ชายและพี่สาวคิดว่าน้องคนเล็กเข้าข้างกรมศิลปากรก็ได้ แต่ไม่เป็นไรค่ะ กรมศิลปากรก็ควรจะมีการปรับปรุงตัวเองในหลายๆ เรื่องเหมือนกัน แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่ตั้งใจทำงานต่อไป และหวังว่ากรมศิลปากรคงยังไม่สิ้นคนดี ส่วนคนดีมีความสามารถก็อย่าเพิ่งหนีหายไปไหนนะคะ ยังมีเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากคนดีๆ เหล่านี้อีกมากค่ะ