หนักเข้า..เด็กฟังได้ อ่านคล่อง เขียนเป็น แต่ไม่ชอบพูด จึง พูดไม่ได้ใจ ความ พูดเพ้อเจ้อ พูดไม่รู้เรื่อง ไม่กล้าพูด พูดไม่เข้าเรื่อง และสื่อสารอะไรกับ ใครก็ยาก นานไปอาจเป็นปัญหาเรื้อรังได้

      ทำแล้วไม่เข้าท่า..แบบว่า เสียเวลาเปล่า สิ้นเปลืองกระดาษ เด็กไม่เกิดการ

ต่อยอดการเรียนรู้ และผลไม่เป็นไปตามเป้าหมายเชิงคุณภาพ..ปีแล้วปี

เล่า..ผมคิดว่าครูผู้สอนเข้าใจดี รู้ปัญหาดีทุกเรื่อง อยู่ที่ว่าจะกล้าเปลี่ยนหรือ

เปล่า.. สำหรับผมเอง กิจกรรมที่ทำแล้วไม่เข้าท่า พาการเรียนการสอนออก

ทะเล จั่วลม..หาจุดหมายไม่เจอ ผมจะไม่ทำเด็ดขาด..อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า

ชอบทำเรื่องง่าย แต่ต้องงดงาม (เข้าท่า)เด็กสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ได้


       คุณครูในโกทูโนว์ คงจำการสอนภาษาไทยแบบทักษะสัมพันธ์ได้ ที่มุ่งเน้น

ทั้งฟัง พูด อ่าน และเขียน ในทศวรรษที่แล้ว บูรณาการย้ำเน้น ให้เกิดครบทุก

ทักษะ การสอน"การพูด" ที่มองว่าง่าย ถูกละเลยมากที่สุด แน่นอน ครูทุกท่าน 

ต้องให้ความสำคัญกับการอ่านเป็นลำดับแรก เพราะเป็นเครื่องมือในการเรียน

รู้...ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน


       หนักเข้า..เด็กฟังได้ อ่านคล่อง เขียนเป็น แต่ไม่ชอบพูด จึง พูดไม่ได้ใจ

ความ พูดเพ้อเจ้อ พูดไม่รู้เรื่อง ไม่กล้าพูด พูดไม่เข้าเรื่อง และสื่อสารอะไรกับ

ใครก็ยาก นานไปอาจเป็นปัญหาเรื้อรังได้


      ช่วงหลัง..คณะผู้ประเมิน จากทุกสำนัก ก็มักจะซักถามพูดคุยกับนักเรียน 

ผมเห็นแล้ว หนักใจ เอาใจช่วยไม่ไหวแล้ว ตัดสินใจฝึกเลย โดยจะใช้คณะครู

ผู้มาเยี่ยมเยือนศึกษาดูงานที่โรงเรียนเป็นเครื่องมือ เป็นเวทีเรียนรู้ให้แก่เด็กๆ 

ด้านทักษะการพูด


      แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ก็ต้องฝึกทักษะกันก่อน โดยใช้พี่เพื่อนน้องนี่แหละ เป็น

ผู้ฟัง ผมซักซ้อมมา ๒ สัปดาห์ แล้ว ได้ผลดี ราวๆร้อยละ ๖๐ เท่านั้น เนื่องจาก

เด็กบางคน"อาย" บางคนพูดไม่เป็นธรรมชาติเท่าที่ควร  ทั้งๆที่หัวข้อเรื่องที่

พูด เป็นเรื่องใกล้ตัว พบอยู่ทุกวัน และเคยปฏิบัติด้วยมือของนักเรียนเองมา

แล้ว


      ผมให้ฝึกพูดเกี่ยวกับ "แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน"  ผมให้นักเรียนเลือกหัวข้อ

ที่ตัวเองเคยศึกษาและปฏิบัติงาน มีความสนใจ มองงานได้ตลอดแนว ทั้ง ป.๕ 

ป.๖ เอาไปคนละ ๑ เรื่อง แบบไม่ซ้ำกันเลย มอบให้ครูประจำชั้นเป็นพี่เลี้ยง 

พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง ผมจะเรียกทดสอบ วัดและประเมินผลความก้าวหน้า 

พร้อมให้คำชมและข้อเสนอแนะ


       ผลการประเมินในรอบแรก พบว่า...

       -  นักเรียนควรจะต้องคิดและเขียนบทพูดเป็นของตนเอง  

       -  นักเรียนต้องอ่านและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

       -  นักเรียนต้องซักซ้อมบ่อยๆ ก่อนที่จะพูดให้คณะครูฟัง อาจต้องซ้อมถึง 

          ๕ ครั้ง/คน

       -  ขณะที่เพื่อนพูด นักเรียนต้องฝึกทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย

       -  นักเรียนฟังแล้ว ครูควรให้นักเรียนสรุปสาระสำคัญ (เขียน) ในสมุดบันทึก

แหล่งเรียนรู้


      เห็นไหมครับ ว่ามันเข้าท่าแค่ไหน..ที่แหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมใน

โรงเรียน จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยสอน"ทักษะสัมพันธ์" ให้แก่

นักเรียน..ผลพลอยได้ก็คือ เด็กจะรักและผูกพันกับโรงเรียน ตลอดจนมีความ

ภูมิใจในตนเอง