ส่วนที่สองของภาพยนตร์เป็นอารมณ์ที่ขัดแย้งกับช่วงแรกอย่างเห็นได้ชัดบทอีโรติคที่ขัดแย้งศีลธรรมกลายมาเป็นบทพิพากษาอาชญากรรมที่สะท้อนอารมณ์ที่ขัดกันเพราะภาพยนตร์ไม่ได้เสนอภาพเลวร้ายของสงครามการพิพากษาคดีต่อฮานาจึงดึงอารมณ์ของผู้ชมให้เต็มไปด้วยสงสารต่อชะตากรรมของเธอและเอาใจช่วย
ไมเคิลต้องเผชิญกับความสับสนที่ฮันนาทั้งไว้ ความสัมพันธ์ต้องห้ามกลายเป็นความทรงจำที่เขาไม่อาจลบเลือน ไมเคิลโตขึ้นและเป็นนักศึกษากฎหมาย เขาเจอฮันนาอีกครั้งจากการเข้าสังเกตการการพิจารณาคดีของพรรคนาซีซึ่งมีฮันนาเป็นจำเลยฮันนาถูกจับในข้อหาอาชญากรสงครามไม่ใช่เพราะเธอเคยทำงานในหน่วยเอสเอสและเป็นผู้คุมในค่ายกักกันเอาส์วิทช์แต่ประตูโบสถ์ซึ่งถูกใช้ขังนักโทษระหว่างสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดถูกลั่นดาลเป็นผลให้นักโทษกว่า 300 คนในนั้นถูกไฟครอกตายหมดยกเว้นเด็กผู้หญิงคนเดียวที่รอดออกมาได้ ฮันนาในฐานะผู้คุมค่ายกักกันชาวยิวจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถูกไต่สวนพร้อมจำเลยร่วมอีกหลายคนฉากนี้เธอให้การกับผู้พิพาษาว่าเธอทำไปเพราะมันเป็นหน้าที่ถ้าปล่อยให้อาชญากรสงครามออกมาก็จะวุ่นวาย จนควบคุมอะไรไม่ได้ คำเบิกความของฮันนาทำให้การสู้คดีเหมือนกำลังดิ่งสู่ก้นเหว แววตาแสนซื่อของเธอไม่อาจคะคานหรืองัดข้อกับอคติของผู้พิพากษาและสังคมที่มีต่อการกระทำของนาซีในครั้งนั้นได้ ระหว่างที่ฮันนาให้การนั้นเอง ภาพที่ฮันนามีต่อผู้พิพากษานั้นย่อมเป็นภาพที่ล้อระหว่างหน้าที่ความรับผิดชอบกับชีวิตของผู้คน ระหว่างการพิจารณาปรากฏการพิสูจน์หลักฐานสำคัญซึ่งเป็นตัวแปรที่ทำให้เธออาจหลุดพ้นจากข้อกล่าวหา ทว่าหลักฐานชิ้นนั้นกลับไม่ต่างไปจากตำแหน่งงานใหม่ที่เธอได้รับในอดีต ฮันนาเลือกที่จะจองจำตัวเองอยู่ในความลับบางอย่างพร้อมกับรับโทษจำคุกตลอดชีวิตในความผิดซึ่งปราศจากเจตนานั้นความผิดอันนั้นก็คือ เธออ่านหนังสือไม่ออก จากหนัง ภาพที่ฮันนาจะต้องเขียนอะไรบางอย่างให้ผู้พิพากษาเทียบลายมือของตนกับรายงานที่ส่งขึ้นไปให้หน่วยเหนือนั้นน่าสะเทือนใจสุดๆ
นอกจากนี้ฮันนาถูกเพื่อนผู้ต้องหาทุกคนชี้ว่าเป็นผู้ตัดสินใจปิดประตูโบสถ์จากหลักฐานชิ้นเดียวคือรายงานที่ผู้คุมส่งให้หน่วยเหนือหลังเหตุการณ์ผู้ต้องหาทุกคนซัดทอดว่าเธอเป็นผู้เขียนรายงานแต่ผู้เดียวเธอต้องยอมจำนนเพราะไม่อยากเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วเธออ่านหนังสือไม่ออกนั่นเอง
คนเดียวในหมู่ผู้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีที่รู้ความจริงข้อนี้คือไมเคิลนักเรียนกฎหมายซึ่งอาจารย์ผู้สอนนำมาร่วมฟัง เขารู้ก็เพราะเขาเคยมีสัมพันธ์สวาทอย่างลึกซึ้งกับฮันนาเมื่อยังเรียนมัธยมปลายและรู้ด้วยว่าฮันนาปิดบังความไม่รู้หนังสือของเธอจนสุดชีวิต
มโนธรรมรบกวนจิตใจของไมเคิลอย่างหนักแต่เขาไม่กล้าเปิดเผยสัมพันธ์สวาทของเขากับฮันนา แม้เมื่อตัดสินใจไปเยี่ยมฮันนาก่อนจะมีคำพิพากษาเขาก็ตัดสินใจเดินกลับเสียก่อน
การปิดประตูโบสถ์ โดยการขังผู้อื่นให้ไฟครอกตายนั้นเป็นอาชญากรรมร้ายแรงเพราะกฎหมาย (ซึ่งเป็นตัวหนังสืออีกชนิดหนึ่งซึ่งฮันนาอ่านไม่ออก)กำหนดให้เป็นอาชญากรรม ฮันนาแถลงต่อศาลว่าเธอทำหน้าที่เป็นผู้คุมหากนักโทษพากันหนีออกมา ก็จะเกิดความวุ่นวาย สีหน้าของเธอบอกให้เรารู้ว่าจะมีทางเลือกอย่างอื่นได้อย่างไรในสถานการณ์และในสถานะของเธอขณะนั้น
ผู้พิพากษาทำหน้าปลงสังเวชพร้อมกับเสียดสีว่า หากเกิดความวุ่นวายเธอก็จะถูกหน่วยเหนือลงโทษใช่หรือไม่ ในห้องพิจารณาคดีคำพูดของผู้พิพากษาทำให้น้ำหนักของชีวิตมนุษย์มีเหนือความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างเทียบกันไม่ได้แต่ห้องพิจารณาคดีไม่เคยเป็นโลกจริงที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ อย่างเดียวกับที่อาจารย์ของไมเคิลเคยพูดในชั่วโมงแรกๆของวิชากฎหมายว่า การกระทำใดๆ ไม่มีผิดหรือถูก(ตามศีลธรรมหรือธรรมชาติของมนุษย์) มีแต่ผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมายเท่านั้น
เหมือนกับที่ไมเคิลย่อมนึกถึงอนาคตที่อาจไปได้อีกไกลในฐานะนักกฎหมายย่อมปิดประตูมิให้ฮันนาหลุดออกจากข้อกล่าวหาจึงไม่ยอมให้ข้อมูลสำคัญที่ตัวมีอยู่หลุดออกไปได้ อย่างเดียวกับที่เพื่อนผู้คุมซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันพากันลั่นดาลขังฮันนาไว้แต่ผู้เดียวเมื่อพวกเธอชี้หน้าว่าเธอนั่นแหละคือผู้เขียนรายงาน
ในฉากที่อยู่ที่ศาลมีฉากอยู่ฉากหนึ่งที่ไม่แน่ใจว่าคนเขียนต้องการจะให้เป็นตลกร้ายหรือไม่ เช่นไร แต่ที่ผมแน่ใจว่าคงจะให้ดูแปลกแยกก็คือ การแต่งเนื้อแต่งตัวของผู้คุมสาวที่อยู่ในกลุ่มจำเลย ขณะที่หญิงสาวคนอื่นๆแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มีความเป็นทางการ ดูสวยสง่ามีค่าราคา ผู้หญิงปอนๆ อย่าง ฮันนากลับดูพิถีพิถันในการแต่งกายน้อยที่สุดเสียจนแปลกแยกกับผู้คุมสาวในกลุ่มนั้นด้วยกัน ณ จุดนี้ ถ้าเรามองแบบไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไร..ก็คงจะเห็นแค่การสร้างความแตกต่างในเหล่าผู้หญิงด้วยกัน ที่สอดคล้องไปกับการสร้างภาพลักษณ์ให้ฮันนา เป็นจำเลยที่ดูแย่ที่สุดกว่าทุกๆคน แต่ถ้ามองแบบเจาะลงไปในใจความที่สอดคล้องกับสังคมเยอรมันในตอนนั้นแล้วมันน่าจะหมายความว่าฮันนา คือเหยื่อแห่งความรู้น้อย คือประชาชนที่ไม่อาจขัดขืนอะไรได้อีกนอกเหนือจากยอมรับชะตากรรมที่ทางรัฐยื่นมาให้ด้วยความจำยอม
“กฎหมายนั้นใจแคบ” คำกล่าวจากอาจารย์ของไมเคิล ดูจะเป็นสัจธรรมข้อหนึ่งจากผู้รู้ซึ้งงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งในส่วนของตัวละครบทหนึ่งและในความนึกคิดของผู้ประพันธ์
ฮันนามีเหตุผลของตัวเองที่จะบอกว่าสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิด การถูกจำคุกในเรือนจำเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่เธอใช้ปกป้องความลับบางอย่างในชีวิต เธอไม่ได้รู้สึกผิดโทษฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของพรรคนาซี ทว่าฉากตลกร้ายตอนใกล้จบกลับเปลี่ยนระบบคิดให้เธอรู้สึกว่าถูกพิพากษาความผิดโดยคนที่เธอรัก ฮันนาเต็มใจรับความรู้สึกผิดด้วยโทษขั้นสูงสุดซึ่งเธอมอบให้ตัวเองเพื่อไถ่บาปชดใช้การกระทำที่เธอเองก็ยังอาจไม่เข้าใจ
กลับมาที่ไมเคิลเพราะไม่เพียงแต่ปิดประตูโบสถ์ปล่อยให้ฮันนาถูกไฟครอกตายในครั้งนี้เท่านั้นเขาพยายามผ่อนคลายความรู้สึกผิดของเขาด้วยการอ่านหนังสือลงเทปให้ฮันนาได้เปิดฟังในคุกจนกระทั่งเธอเกิดกำลังใจที่จะเรียนอ่านหนังสือด้วยตนเอง เธออ่านเขียนได้ในที่สุดเฝ้าเขียนจดหมายถึงไมเคิลเพื่อให้เขาเขียนตอบ แต่เขาไม่เคยตอบด้วยลายลักษณ์อักษรสักครั้งเดียวอย่างที่นักกฎหมายควรระแวดระวังที่จะสร้างหลักฐานผูกมัดตัวเองขนาดนั้น
ไมเคิลเป็นมนุษย์ที่เหลืออีกคนเดียวในโลกนี้ ที่ฮันนามีอยู่และอาจยื่นมือไปสัมผัสสัมพันธ์ได้แต่ไมเคิลก็ลั่นดาลประตูมิให้ฮันนาเขยิบเข้ามาใกล้กว่านั้น อ่านหนังสือให้ฟังคือเรื่องของคนอื่นเช่นโอดิสซี (The Odyssey), เอมิเลีย กาล็อตตี้ (Emilia Galoti), แผนร้ายกับความรัก (Intrigues and love) และ บันทึกของคนไม่เอาไหน (Memories of a Good-for-Nothing) เป็นต้น ให้เธอฟังก่อนจะมีการร่วมหลับนอนกันในตอนแรก และที่เขา เขียนจดหมายถึงคือเรื่องของตัวเองไปเล่าให้ฮันนาฟังในขณะที่เธออยู่ในคุก
ติมตามอ่านค่ะอาจารย์...
ขอบคุณมากครับ
ดิฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ มาดูหนังทีหลัง แล้วกลับไปอ่านอีกรอบ
ชอบหนังสือมากกว่าค่ะ
ทั้งหนัง และหนังสือมีประเด็นให้ถกเถียงกัน
จำได้ว่ามีหลายประเด็นที่หนังสื่อสารได้ไม่ครบถ้วน
เห็นทีจะต้องไปหยิบมาอ่านอีกรอบ
อ่านแล้ว วิจารณ์ว่าเป็นอย่างไร ช่วยเขียนบอกเป็นการเผยแพร่ความรู้นะครับ