เรื่องเล่าจากบ้านแม่ตาด :

ความสุขของ "อึ่งยืน"









          หลังจากได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความสุข” ของใครต่อใครมาแล้วหลายท่าน  วันนี้ก็เลยอยากจะเขียนบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความสุข” ของตัวเองให้ทุกๆ ท่านได้อ่านบ้าง

          ตลอดชีวิตของผมที่ผ่านมา ก็มีทั้ง “ความสุข” และ “ความทุกข์” ปะปนคลุกเคล้ากันไปนะครับ แต่เนื่องจากผมเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกหรือมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ  ก็เลยทำให้ผมพบกับ “ความสุข” มากกว่า “ความทุกข์”

          ที่จริง ผมมีความสุขอยู่มากมายหลายแสนอย่างนะครับ แต่ถ้าหากจะกล่าวให้ครบทั้งหมดก็คงจะต้องใช้เวลาเขียนบรรยายอยู่หลายปีเลยทีเดียว ก็เลยสรุปลงให้เหลือเพียงแค่ ๕ ประการ ดังนี้


๑.  ความสุขจากการมีครอบครัวที่อบอุ่น


          การมีความครอบครัวที่มีความสุขและอบอุ่นถือเป็นความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของคนเราทุกๆ คนนะครับ

          ในวัยเด็กผมเป็นคนที่โชคดีมากที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข แม้ว่าฐานะทางครอบครัวจะยากจน แต่พ่อแม่ก็มอบความรักให้ผมกับน้องๆ และเลี้ยงดูพวกเราอย่างดีที่สุด  ครั้นเมื่อผมเติบใหญ่ขึ้นมา เมื่อผมคิดจะมีครอบครัวเป็นของตัวเองบ้าง ก็ได้อยู่กับคนที่ตนเองรัก ทั้งภรรยา และลูกๆ อย่างมีความสุขและอบอุ่นอยู่เสมอในทุกๆ ช่วงเวลา


๒.  ความสุขจากการได้อยู่ในชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมที่ดี


          ในอดีตผมเคยเป็นนักเดินทาง ที่เดินทางไปใช้ชีวิตมาแล้วหลายแห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่บ้านแม่ตาดแห่งนี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ บรรยากาศสวยงาม สิ่งแวดล้อมดี  ผู้คนมีความเป็นมิตรและเป็นกันเอง เป็นชุมชนที่มีความสงบสุข และอบอุ่นมากสำหรับนักเดินทางแปลกหน้าอย่างผม


๓.  ความสุขที่เกิดจากการได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองได้เลือกแล้ว


          ผมเคยผ่านการใช้ชีวิตและการทำงานมาหลายรูปแบบ แต่สุดท้ายก็เลือกและตัดสินใจที่จะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ไม่มียศตำแหน่ง ไม่มีศักดิ์มีศรีหรือเกียรติยศใดๆ  และผมก็มีความสุขเสมอกับสิ่งที่ตนเองได้ตัดสินใจเลือกแล้ว 


๔.  ความสุขที่ได้จากการทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม


          ผมตระหนักอยู่ในใจของตนเองเสมอว่าการที่ผมสามารถเดินทางมาถึงปัจจุบันนี้ได้ ก็เพราะมีผู้คนมากมายที่คอยให้การช่วยเหลือและสนับสนุนผม ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งในช่วงที่ผมเป็นสามเณรน้อย เป็นพระภิกษุ และสึกออกมาเป็นฆราวาสอย่างในปัจจุบัน โดยผู้ที่มีอุปการคุณต่อผมเหล่านั้นมีทั้งพระสงฆ์ ครูอาจารย์ ญาติโยม และชาวบ้านทั่วๆ ไป

           เมื่อผมหวนคิดคำนึงถึงท่านผู้มีอุปการะคนทั้งหลายเหล่านั้น ก็พบว่าหลายท่านได้ลาโลกนี้ไปแล้ว หลายท่านก็ยังคงมีชีวิตและยังคงติดต่อกับผมอยู่ ในขณะที่อีกหลายท่านก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย  ผมพยายามจะตอบแทนความดีของทุกๆ ท่าน แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะตอบแทนเป็นรายบุคคลได้ทั้งหมด  ก็เลยเลือกและตัดสินใจที่จะทำความดีเพื่อส่วนรวมแทน เพื่อมอบความดีงามที่ผมได้ทำมาทั้งหมดให้กับผู้ที่มีอุปการะทุกๆ ท่านเป็นการตอบแทน โดยการอุทิศตนเองเป็น “จิตอาสา” ที่อาสาช่วยเหลืองานทุกอย่างของชุมชนที่ตนเองสามารถจะทำได้ เช่น  งาน อสม. การดูแลเด็กและเยาวชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การให้คำปรึกษาแนะนำแก่คนอื่น และกิจกรรมอื่นๆ  เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้มีความดีงาม อบอุ่น และน่าอยู่มากยิ่งๆ ขึ้น


๕.  ความสุขที่เกิดจากการได้พบเจอกัลยาณมิตร


          เพื่อนธรรมดาๆ ทั่วไปนั้นหาได้ไม่ยากมากนัก แต่ “กัลยาณมิตร” หรือเพื่อนที่แสนดีนั้น กลับหาได้ค่อนข้างยากพอสมควร  แต่ถึงกระนั้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสได้พบเจอและได้รู้จักกัลยาณมิตรที่แสนดีหลายๆ ท่าน ที่มีความรัก ห่วงใย เมตตา ให้กำลังใจ และคอยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ  ทั้งนี้รวมถึงกัลยาณมิตรหลายๆ ท่านที่ผมมีโอกาสได้พบเจอผ่านทาง Gotoknow.org ด้วย  โดยผมรู้สึกมีความสุขเสมอเวลาได้พบเจอกับกัลยาณมิตรที่แสนดีเหล่านั้น  ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน หรือเมื่อใดก็ตาม

 


           ทั้ง ๕ ประการนี้ คือ ความสุขของ “อึ่งยืน” ผู้เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างผมเด้อครับ  พี่น้องงงงงงงงงง  555