หากเราค้นคำว่า ‘วิจารณ์ พานิช’ ในวิกิพีเดีย บรรทัดแรกที่เราจะพบประวัติของท่านอาจารย์ก็คือ “วิจารณ์ พานิช เป็นหลานชายของพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) บุคคลสำคัญของโลกที่เรารู้จักกันในนาม ท่านพุทธทาสภิกขุ (นามเดิม เงื่อม พานิช)...” ซึ่งเป็นเรื่องทั้งแปลกและธรรมดาในเวลาเดียวกัน ที่ผมว่าแปลกคือไม่ยอมบอกว่าท่านเป็นบุตรของผู้ใด และที่ว่าเป็นธรรมดาก็เพราะใครๆก็รู้จัก ‘ท่านพุทธทาสภิกขุ’

๖ มิถุนายน ๒๕๒๔ เป็นโอกาสสำคัญของชีวิตผม ด้วยคุณทอม เชื้อวิวัฒน์ อาจารย์ทางการถ่ายภาพ ผู้ซึ่งทั้งเคารพ นับถือ และศรัทธาท่านอาจารย์พุทธทาส ส่งผมลงไปทำสารคดีท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม ๒๕๒๔ ผมได้บันทึกท้ายเล่มว่า “…หลังจากที่เตรียมอุปกรณ์ซึ่งประกอบด้วยกล้องนิคอน ๒ ตัว พร้อมเลนส์ ๓๕ มม.และ ๑๐๕ มม. ฟิล์มโกดัก TRI-X ๑๕ ม้วน, ขาหยั่งขนาดกลางเรียบร้อยแล้ว ผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดบนรถไฟ ทบทวนเรื่องต่างๆของท่านที่ผมได้ศึกษามาจากหนังสือเล่มต่างๆ ความกังวลซึ่งเกิดขึ้นเป็นช่วงๆระหว่างการเดินทางว่าจะมีโอกาสถ่ายภาพท่านเต็มที่หรือไม่ ผมมาทราบทีหลังว่า ปัจจุบันนี้ท่านอายุมากแล้ว และมีโรคประจำตัวคือโรคเกี่ยวกับเส้นโลหิตในสมอง ฉะนั้นการพบท่านจึงไม่ง่ายนัก บางคนไปรอถึงสองวันจึงจะได้พบก็มี แต่ผมโชคดีที่ได้พบท่านในวันที่เดินทางไปถึงเช้าวันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๒๔…”

ผมยังหลงเวียนว่ายอยู่ในกระแสกิเลสมากกว่ากระแสธรรม แม้จะบวชเรียนไปแล้วก็ตาม จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๔๗ ปลายปี ได้มีเหตุปััจจัยอยู่ ๓ อย่างเป็นอย่างน้อยที่ทำให้พอจะเข้าสู่กระแสแห่งธรรมบ้างนั่นก็คือ 

(๑) ได้รับหนังสือ ‘อิทัปปัจยตา’ จากพี่วิศาล แห่งบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด 

(๒) คุณเดวิด เพื่อนจากรัฐ Maine ผู้เคยอบรมที่สวนโมกข์นานาชาติ และยึดมั่นในพุทธธรรมคนหนึ่ง พูดถึง Dependent Origination และผมงงเป็นไก่ตาแตก รู้สึกเสียหน้าที่ต่อบทสนทนาไม่ติด

(๓) เหตุการณ์ สึนามิ ภูเก็ต

สามปัจจัยดังกล่าวข้างต้นทำให้ผมลงมือศึกษาพุทธธรรมจากผลงานของท่านพุทธทาสภิกขุต่อเนื่องกันอีกสองปี ผ่านเทปธรรมะและหนังสือผลงานของท่านนับไม่ถ้วน (ที่ชอบคือ ฟังเทปมากกว่าหนังสือ) เรียกว่า ผมต้องใช้เวลาแห่งความโง่เขลาของตัวเองอีก ๒๓ ปี จากที่ได้ก้มลงกราบท่านพุทธทาสตัวจริง จนมาถึงจุดที่พอจะพูดได้ว่าเข้าสู่กระแสแห่งธรรมบ้าง เวลาพระภิกษุท่านอื่นๆถามผมว่า “ใครคืออาจารย์ของโยมล่ะ” ผมจึงก็ตอบอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ท่านพุทธทาส”

๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ หรืออีก ๓๒ ปีถัดมา เป็นอีกวันสำคัญวันหนึ่งในชีวิตของผม เมื่อผมได้เข้าพบ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช พร้อมๆกับคณะทำงานของมูลนิธิรากแก้ว เพื่อขอปรึกษาหารือทิศทางการทำงาน เป็นวันหนึ่งที่ผมมีความรู้สึกดีมาก และค่อนข้างตื่นเต้น แต่ไม่ได้กังวลเหมือนกับการนั่งรถไฟลงไปไชยาเมื่อปี ๒๕๒๔ ผมทำการบ้านมาค่อนข้างดี ศึกษาความคิด ทั้งอ่าน ทั้งฟัง (narrated power point) จากเว็บไซด์ GoToKnow, มูลนิธิสยามกัมมาจล ฯลฯ จนพอทราบแนวความคิดของท่านไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญที่ตนและคณะจะมาปรึกษาว่า โครงการรากแก้วจะมีส่วนในการสนับสนุนอุดมศึกษาไทยให้รับใช้สังคมให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ท่านพุทธทาสฯจะกล่าวเสมอๆว่า คนที่จะเป็นครูได้นั้นต้องมีคุณสมบัติสองประการ คือ ความเมตตา และ ปัญญา และในวันที่ผมได้พบอาจารย์หมอ ทุกๆอิริยาบถ ทุกถ้อยคำ ทุกความเห็นและคำแนะนำของอาจารย์ในวันนั้นล้วนสะท้อนคุณลักษณะทั้งสองประการอย่างเห็นได้ชัด 

อาจารย์หมอนัดคณะรากแก้วตั้งแต่ ๘.๐๐ น. ณ ที่ทำการของมูลนิธิสยามกัมมาจล โดยระบุเวลานัดว่าจะพูดคุยกับคณะของรากแก้วระหว่าง ๘.๐๐-๙.๔๕ น. ซึ่งผมได้ย้ำให้คณะมาตรงเวลา และตั้งข้อสังเกตให้เห็นการบริหารเวลาของอาจารย์ว่าแบ่งย่อยเป็นสิบห้านาที ถ้าเป็นนัดอื่นๆเราก็จะเกรงใจกันและในหนึ่งวันมักจะนัดตามเวลาทำงานได้เพียงสองนัดคือ สิบโมงเช้า และบ่ายสองโมง เป็นต้น แต่อาจารย์หมอได้ใช้เวลาก่อนการประชุมสิบโมงให้เป็นประโยชน์กับรากแก้วเป็นอย่างยิ่ง

อาจารย์หมอ มาก่อนเวลาประมาณ ๑๕ นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิจะมาเปิดประตูเสียอีก เมื่อเรานั่งลงประชุม อาจารย์หมอ, คุณสิตะกาญจน์ และผมต่างหยิบเครื่องบันทึกเสียงขึ้นมาวางไว้คนละเครื่องตรงกลาง อาจารย์หมอกระซิบว่าความคิดดีๆมันจะมาจากการได้คุยแบบนี้แหละ แต่ผมนึกในใจแบบเห็นแก่ตัวว่า ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟังเสียงอาจารย์อีกหลายๆรอบ อย่างน้อยก็สองเหตุคือ เหตุแรกต้องยอมรับว่าฟังไม่ทันครับ แม้จะตั้งใจฟังตลอดเวลาสองชั่วโมง เพราะฉะนั้นสำหรับคำแนะนำระดับอาจารย์หมอก็ต้องนำกลับมาฟังอีกสองสามครั้ง อีกเหตุหนึ่งนั้นต้องเข้าใจว่าแม้จะฟังทันแต่เมื่อมาฟังซ้ำอีก ก็จะได้ความคิดใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีก เช่น วิดีทัศน์เรื่อง ‘การเรียนรู้แห่งศตรวรรษที่ ๒๑’ โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ซึ่งจัดงาน, บันทึก และนำขึ้นไปไว้บน YouTube โดยมูลนิธิสยามกัมมาจล นั้นเป็นประโยชน์ต่อตัวผมเป็นอย่างยิ่ง ผมได้ convert เป็น mp3 และเอาไว้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะขึ้นรถไฟฟ้า บนเครื่องบิน หรือนั่งรถตู้ไปต่างจังหวัดก็ตามที เพราะแม้จะฟังเป็นบางช่วงบางตอนก็จริง แต่เปิดเสียงอาจารย์หมอทีไร มันทำให้นึกอะไรดีๆขึ้นมาได้เสมอ

เหมือนกับฟังเทปธรรมะท่านพุทธทาสเช่นกัน ฟังผิวเผินเหมือนกับท่านพูดซ้ำๆซากๆ แต่โดยประสบการณ์ผมซึ่งเพื่อนๆไม่ต้องเชื่อตามนะครับ ผมว่าฟังแต่ละครั้งไม่เหมือนกันเท่าไหร่หรอก การได้มีโอกาสฟังคำแนะนำอย่างใกล้ชิดกับอาจารย์หมอในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแต่รับข้อมูลมาเป็นข้อๆเท่านั้น แต่ผมได้เรียนรู้จริยวัตรของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ทั้ง creative และ constructive กับผมมาก

อาจารย์มีวิธีการฟัง และออกความเห็น ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ให้กำลังใจ ให้ความเห็นแบบปฏิเสธได้อย่างน่าฟังยิ่ง ซึ่งผมไม่สามารถหาจาก YouTube ได้เพราะไม่ใช่การสนทนากันสดๆ ขออภัยที่ไม่นำมาวิเคราะห์ให้ฟังในที่นี้ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมโดยเฉพาะเกี่ยวกับเนื้อหาการบริหารงานของโครงการรากแก้ว 

แต่ผมจะเล่าให้ฟังตอนหนึ่งว่า อาจารย์หมอได้เอ่ยปากเชิญชวนให้อยู่ต่อในการประชุมถัดไป เพราะจะได้ประโยชน์กับโครงการรากแก้วเช่นกัน เป็นการประชุมรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงาน โครงการสร้างชุมชนบริหารจัดการตัวเองในพื้นที่ประสบพิบัติภัยสึนามิ ของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งทำให้ผมได้พบกับบรรดาวิทยากรพี่เลี้ยง และผู้นำชุมชนหลายจากพื้นที่จังหวัดสตูล, จังหวัดตรัง และจังหวัดระนอง รวมทั้งได้มีโอกาสแนะนำตัวกับท่านศาสตราจารย์ ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง

ผมอยากจะพูดว่าทุกๆย่างก้าวของอาจารย์หมอตั้งแต่เข้าห้องประชุม ที่ไม่ได้เดินล่วงหน้าไปก่อน รอจนกระทั่งผมลงชื่อในฐานะแขกผู้แปลกหน้าจนเสร็จ และเดินเข้าไปพร้อมกัน ไม่ยอมให้ผมนั่งแถวสองของโต๊ะประชุมทั้งๆที่ผมไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องอันใด รวมถึงการให้โอกาสแนะนำตัวเองในที่ประชุมวันนั้นและอาจารย์หมอยังกรุณาเดินแจกจดหมายข่าวรากแก้วรอบห้องประชุมด้วยตัวเองนั้น ล้วนเป็นความประทับใจที่ศิษย์คนหนึ่งเช่นผม ที่ศิษย์คนหนึ่งที่ฟังเสียงบันทึกจากอาจารย์มาตลอดและเพิ่งได้มาเจอตัวในวันนี้เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ

เขียนมานี้บางท่านอาจจะเห็นว่าเชียร์กันมากไปหน่อยก็ขออภัยนะครับ ผมเองไม่ใช่ไม่เคยเจอคนที่เขาคัดค้านอาจารย์หมอ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการเปลี่ยนแปลง เช่นมีอยู่คราวหนึ่งนั่งรถตู้ไปกับอาจารย์สถาบันหนึ่ง ท่านก็บ่นเรื่องของอาจารย์หมอเยอะเหมือนกันว่า ทำไมอะไรๆก็ต้อง วิจารณ์ พานิช เป็นต้น

๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ นี้ นับเป็นก้าวแรกของผมกับอาจารย์หมอ ยังจะมีอะไรดีๆอีกมากนะครับที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆใน GoToKnow และ Facebook เกี่ยวกับสองท่านในตระกูลพานิช ที่มีทั้งอิทธิพลทางความคิดและแรงบันดาลใจ

พีรวัศ กี่ศิริ

๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖

ภาพปกวารสารชมรมเปิดกล้องส่องโลก ฉบับที่ ๓ : สิงหาคม ๒๕๒๔ ถ่ายโดย สุทธิศิริ เฉลิมเผ่า สมาชิกที่ ๐๑๙๙

ภาพ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ถ่ายโดย พีรวัศ กี่ศิริ สมาชิกที่ ๐๑๕๒ (แม้ปัจจุบันชมรมจะไม่ได้ดำเนินการต่อแล้ว แต่ขอลงไว้ให้เป็นเกียรติประวัติกับอาจารย์ของตัวเองที่ชื่อ ทอม เชื้อวิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งครับ)