(วันอังคาร แต่งกายชุดวิถีพุทธ)                    (วันพุธแต่งกายชุดพละ)


ปัญหาคาราราซัง ได้รับการสะสางเสียที บอกตัวเองว่า มันถึงที่สุดแล้ว เราฝืนใจลูกมานานมากเกินไปแล้ว จริง ๆ แล้วลูกเริ่มมีปัญหาตั้งแต่เรียนชั้น ม.2 โดนเพื่อนรีดไถเงิน โดนเพื่อนแกล้ง  โดนเพื่อนบังคับให้ทำงานให้  ตอนนั้นฉันแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยกับครูฝ่ายปกครอง  คุณครูก็จัดการให้  แต่ใช่ว่า...เรื่องจะเงียบ กลับกลายเป็นว่า ลับหลังครู ลูกยิ่งโดนหนักขึ้น  เมื่อตอบโต้  ก็ผิดทั้งคู่  เมื่อไม่ตอบโต้  ก็คือ....คนขี้ขลาด ลูกซึม......... กังวล.......ไม่ชอบไปโรงเรียนแต่ก็ไม่กล้าบอกแม่  เพราะ...มักไดัรับคำตอบแต่เพียงว่า  

"ลูกต้องอดทน  ลูกต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนให้ได้ ไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ไหนมันก็มีปัญหาทั้งนั้น  อยู่ที่เราต้องฝ่าฟันปัญหา  ลูกรู้ได้อย่างไรว่าย้ายไปโรงเรียนใหม่แล้ว ลูกจะไม่เจอเพื่อนแบบนี้อีก"  

คำพูดเหล่านี้ นี่เองทำให้ลูกต้องเก็บปัญหาไว้เพียงคนเดียว


กระทั่ง....วันที่ฉันรับรางวัลสุดคะนึง   เสาร์ที่ 29 มิถุนายน ลูกไปเป็นเพื่อนแม่ แต่ลูกดูซึมเศร้า ไม่มีความสดชื่น เท่าที่ควรจะเป็น  และเมื่อกลับถึงบ้าน ลูกก็บ่นว่า มึน  มึน และก็ซึมตลอดเวลา  เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง  นาน ๆ จะออกมาพูดคุยกับแม่  เมื่อถึงวันอาทิตย์ ฉันมีความรู้สึกได้ว่า ลูกน่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง  อาการแบบนี้ของลูกน่าจะยาวไปถึงวันจันทร์แน่นอน  

"ลูก ไม่อยากไปโรงเรียน   เพราะพรุ่งนี้ต้องแต่งลูกเสือ  ต้องทำพิธีใช่มั้ย"  ฉันพูดกับลูก  ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ปกติ 

"ไปเอาสมุดงานมาดูสิ....การบ้านไม่เสร็จหรือไง"   พยายามหาเหตุผลที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียน  แต่ลูกก็ปฏิเสธว่า ไม่มีปัญหา เรื่องการบ้าน  เมื่อค้นกระเป๋าลูก  ก็พบว่า  ลูกมีหนังสือซ้ำ ๆ กันหลายเล่ม  ถามเหตุผล ลูกบอกว่าเป็นหนังสือเพื่อน  เขาฝากไว้  (จริง ๆ ก็คือ บังคับ ให้ถือให้เพราะกระเป๋าหนัก) ฉันเริ่มเครียด  จึงคาดคั้นลูก...จึงได้ัรับคำตอบพร้อมด้วยน้ำตา  ลูกโดนรีดไถเงินอย่างน้อยวันละ 20 บาท (ลูกได้เงินค่าขนมวันละ 100 บาท) ลูกโดนตบหัวขณะนั่งทำงาน  ลูกเรียนไม่รู้เรื่องเพราะต้องคอยระวังว่าเพื่อนจะมาแกล้งหรือเปล่า  ลูกต้องทำงานให้เพื่อนเวลาเพื่อนไม่ทำการบ้านมา


                                                                   (วันศุกร์แต่งกายด้วยเสื้อจังหวัด)


"ทำไมลูกไม่บอกคุณครู  คุณครูประจำชั้นทราบหรือไม่" ฉันรู้สึกหดหู่เหลือเกิน ยังไม่เชื่อลูกในทันทีทันใด  แต่การยืนยันของลูก ลายมือลูกที่อยู่ในสมุดเพื่อน  หนังสือเพื่อนที่อยู่ในกระเป๋าลูก มันเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดี

"ทำไม ลูกไม่บอกครูฝ่ายปกครอง เขาเคยแก้ปัญหาให้ลูกได้"

ได้รับคำตอบจากลูกว่า "ครูฝ่ายปกครองคนนั้น เขาได้เลื่อนตำแหน่งไปเป็นครูปกครองของชั้นมัธยมปลาย" 

"แล้วครูปกครองคนใหม่หล่ะ"

"ครูปกครองคนใหม่ เขาไม่ฟังลูกหรอก  เพราะเขาเป็นโค้ชฟุตบอล  เด็กคนนั้นเป็นนักกีฬาฟุตบอล  เล่นฟุตบอลเก่ง"

ฉันได้แต่ถอนหายใจ  ดูเหมือนจะไม่มีทางออกเอาซะเลย

เช้าวันจันทร์ ตัดสินใจลางาน 1 วัน  ตั้งสติ  แก้ปัญหานี้  โดยเริ่มจาก เลือกโรงเรียนให้ลูกซึ่งเราก็ไม่มีตัวเลือกมากนัก ตัดสินใจโทรศํพท์ไปหาเจ้านายเก่า  ซึ่งท่่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนชัยเกษมวิทยา  เล่าให้ท่านฟัง  ท่านบอกใ้ห้รีบนำลูกไปเข้าเรียนได้ทันที


(อาคารเรียนใหม่ของลูกอยู่บนเนินเขา บรรยากาศดีมาก ๆ / นักเรียนที่โรงเรียนใหม่)


เมื่อไปเขียนคำร้องขอย้าย โรงเรียนเก่าของลูก เป็นโรงเรียนเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด เด็กย้ายออกแค่คนสองคนเขาไม่สนใจหรอก  ฉันตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาครูปกครองคนเก่าของลูก ซึ้งทราบปัญหากันมาอย่างต่อเนื่อง คุณครูพยายามพูดให้ลูกชายอยู่ต่อ  โดยบอกว่าจะจัดการให้  ให้ลองอยู่อีกสักสองสัปดาห์  แต่ฉันมีความรู้สึกว่า ยิ่งช้าไปก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อลูก  แต่ก็เริ่มลังเล 

คุณครูท่านนั้น ได้เชิญคุณครูประจำชั้น  และ ครูฝ่ายปกครองคนใหม่มาพบฉัน  ครูประจำชั้นบอกว่าจะเรียกนักเรียน ม.3 ทั้งหมดประชุม และกำหราบให้ ฉันรู้สึก  งง  ๆ  แทนที่คุณครูจะเรียกเด็กคนที่มีปัญหา  คนที่มีพฤติกรรมไม่ดี มาพบและพูดคุยกัน เห้อ.......ฉันจึงบอกไปว่า  ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  ตัดสินใจย้ายดีกว่าค่ะ  เพราะถ้าทำเช่นนั้น ลูกก็คงเป็นตัวตลก  ลูกก็คงโดนเพื่อนล้อลับหลังครู  แทนที่ลูกจะต้องทนกับเด็กคนนั้นเพียงคนเดียว  ลูกกลับต้องทนกับเพื่อน ๆ คนอื่นอีก และที่ตัดสินใจย้ายแน่นอน  ก็เพราะ คำพูดและท่าทีของครูฝ่ายปกครองคนใหม่ ที่ดูไม่จริงใจเอาเสียเลยกับการแก้ปัญหา  

ออกจากโรงเรียนเดิมของลูก  เดินทางไปโรงเรียนใหม่  ซึี่งห่างจากบ้านประมาณ 30 กิโลเมตร เราได้รับการต้อนรับอย่างดี จากคุณครูทุก ๆ ท่าน  ตั้งแต่ท่านรองฯ  ครูฝ่ายวิชาการ  และนักเรียนร่วมชั้นเรียน  มีเพื่อนของลูก 2 คนเข้ามาทักทาย ทราบตอนหลังว่า  เพื่อน 2 คนของลูกก็ย้ายมาจากโรงเรียนเดียวกัน  ก็มีปัญหาแบบเดียวกัน

ฉันอยู่รอจนถึงเวลาโรงเรียนใกล้เลิกเรียน  รถรับ-ส่งนักเรียนหลายคันทยอยมาจอด ในที่สุดเราก็สามารถติดต่อรถตู้รับส่งลูกได้  ไม่ลำบากอะไรเลย


(กระเป๋านักเรียนใหม่ของลูก)                        (ของในกระเป๋า ไปโรงเรียนวันแรก)


นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ลูกไปโรงเรียนใหม่วันแรก  เป็นวันที่นักเีรียนจะต้องแต่งกายด้วยชุดวิถีพุทธ เสืือขาว กางเกงขาว  ลูกไ้ด้กระเป๋านักเรียนใบใหม่ ฉันแอบดูในกระเป๋าลูก  ยังไม่ีมีหนังสือ  เพราะต้องไปรับจากคุณครูในวันแรกที่ไปโรงเรียน ภายในกระเป๋า มีข้าวสาร เป็ข้าวหอมเบญจรงค์ 2 ถุง  นมกล่อง 6 กล่อง ซึ่งลูกเป็นคนจัดหาด้วยตัวเอง  เป็นสิ่งที่ลูกเตรียมไปตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งที่โรงเรียน


                (ขณะรอรถตู้ แม่ขอถ่ายรูปหน่อย/ รถตู้มารับแล้ว  สวัสดีครับแม่)


ลูกรู้สึกมีความสุขมาก ไม่ซึมเศร้าอีกแล้ว  มีความกระตือรือร้นกับการไปโรงเรียน ตื่นนอนเอง ทำอะไรเองทุกอย่าง  ต่างจากเดิมมาก ขณะนั่งรอรถตู้มารับลูกก็ูดูข่าวช่องสาม ไม่เคยให้รถต้องมารอ  กลับบ้านตอนเย็นก็กระตือรือร้น ทำการบ้าน ขนาดคุณครูให้ทำแบบฝึกหัดสังคมศึกษาย้อนหลัง(เพื่อน ๆ ทำไปแล้ว) 18 หน้า ลูกก็ทำเสร็จด้วยความรวดเร็ว ตอนนี้มีความสุขทั้งแม่และลูกค่ะ  คงจะสุขยิ่งขึ้นถ้าแม่ได้ย้ายไปอยู่โรงเรียนเดียวกับลูก 5555555555+


ผ่านไปประมาณสองสัปดาห์  ลูกถึงกับโพสในเฟสบุ๊คว่า  <div>

Chutipon Wongchuen
วันศุกร์ ไม่ขอที่ 1 ในโรงเรียน ขอแค่ที่ 1 ในห้องก็พอแล้ว

</div><ul>

  • อิงจันทร์ ณ.เรือนปั้นหยา จริงอ่ะ...ที่หนึ่ง...แม่คงปลื้มมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    22 ชั่วโมงที่แล้ว · ถูกใจ · 1

  • Thanyaluk Pakdeeคุณแม่ปลื้ม. ป้าก็ปลื้ม. มากๆๆๆเช่นเดียวกับคุณแม่

    18 ชั่วโมงที่แล้ว ผ่าน มือถือ · ถูกใจ · 1

  • </ul><hr>