ผมมีความสนใจและเกี่ยวข้องกับการรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ยากจนหันมาทำการเกษตรผสมผสานและแบบปลอดสารเคมีมาตั้งแต่ที่เริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันที่กำลังเป็นเกษตรกรอินทรีย์เต็มตัว
ผมรู้สึกว่าความพยายามที่ผ่านมาในการส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการทำการเกษตรแบบเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์นั้นประสบความสำเร็จน้อยเหลือเกิน ทำไมมันจึงยากเย็นแสนเข็นเช่นนี้
ถ้าไปถามเกษตรกรว่าเขาเข้าใจความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อส่งมอบมรดกที่มีค่าคือดินอันอุดมสมบูรณ์ให้กับลูกหลานไหม เขาก็จะตอบว่า “เข้าใจดี แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เพราะนี่คือสิ่งที่ใครเขาก็ทำ มั่นใจว่าแบบที่ทำอยู่นี้ไม่เกิดความเสี่ยง” แล้วมักจะย้อนว่า “ทำให้ดูก่อนสิ ถ้าได้ผลดี แล้วอาจจะทำตาม” แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครทำทั้งที่มีผู้ที่สามารถทำให้ดูว่าได้ผลสำเร็จโดยผ่านสื่อต่าง ๆ หลายท่าน ที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะว่าเกษตรกรจะต้องปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่รวมทั้งต้องออกแรงมากกว่าเดิม เช่น อาจจะต้องออกแรงทำปุ๋ยหมักใช้เองหรือไปตัดหรือถอนหญ้าวัชพืชแทนการใช้ยาฆ่าหญ้า เป็นต้น จึงยังคงทำแบบเดิมต่อไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ในอนาคตก็จะเกิดปัญหาต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน เช่น เมื่อมีการใช้สารเคมีอันตรายทางการเกษตรอยู่ทั่วไปทำให้เมื่อถึงฤดูกาลที่ฝนตกหนักใหม่ ๆ จนมีน้ำไหลหลากนั้น เรามักจะได้เห็นข่าวความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังเพราะว่าน้ำได้ชะล้างพัดพาสารเคมีจากพื้นที่การเกษตรลงไปในน้ำส่งผลให้ปลาลอยตายเป็นแพ ทั้งที่หลายปีก่อนหน้านี้ไม่เกิดปัญหาอย่างมากเช่นนี้
เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่องทำให้ดินเสื่อมโทรมถ้าไม่พยายามหาทางบำรุงดินด้วย
เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ทั้งในและนอกระบบจำนวนมากมักจะบ่นว่า“ดินไม่ดี พืชไม่กินปุ๋ย ปุ๋ยแพง”
แต่ก็ยังขนปุ๋ยเคมีไปหว่านในไร่นาต่อไปและในอัตราที่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ
เมื่อชาวไร่ชาวนาเคมีเหล่านี้อายุมากขึ้นจนไม่สามารถทำงานในไร่นาของตนได้ก็ต้องมอบมรดกให้กับลูกหลาน
แล้วคิดดูสิครับว่าลูกหลานสมัยใหม่จะสนใจทำงานในภาคการเกษตรกี่คน เคยได้ยินข้อมูลจากท่านอาจารย์ยักษ์วิวัฒน์ ศัลยกำธรที่กล่าวว่ามีผลการสำรวจวิจัยที่ระบุว่าลูกหลานชาวนาไทยที่ต้องการสืบทอดมรดกการทำนามีเพียงเกือบหนึ่งเปอร์เซนต์เท่านั้น แสดงว่ามีความสนใจในเรื่องนี้น้อยมาก ในจำนวนน้อยเหล่านี้จะมีคนสนใจปรับปรุงบำรุงดินให้สมบูรณ์กี่คน และจะมีกี่คนที่ทำการเกษตรประสบความสำเร็จบนไร่นาที่เสื่อมโทรมอย่างรุนแรงนั้น
เกษตรกรไร้ที่ดินเป็นของตนเองต้องเช่าที่ดินทำกินก็จะมีจำนวนมากขึ้นในขณะที่ที่ดินให้เช่าทำนามีน้อยลงเพราะเจ้าของที่นาไปทำนาเองเพราะว่าขายข้าวได้ราคาสูงตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ผลที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยจะเต็มไปด้วยกระดูกสันหลังของชาติที่ไม่มั่นคงแข็งแรง แล้วอย่างนี้ประเทศเราจะไปแข่งขันกับใครได้
ในส่วนของภาครัฐไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลและข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นก็ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างแท้จริง บางทีอาจจะไม่มีความรู้จริง ทำให้ไม่เห็นโครงการหรือกิจกรรมส่งเสริมสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ที่เอาจริงเอาจังจนเห็นผลเป็นรูปธรรมในวงกว้างจนเหมือนกับว่าผ่านไปแต่ละเดือนแต่ละปีโดยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในเรื่องนี้เลย ขออภัยสำหรับบางท่านที่ตั้งใจทำงานด้านนี้อย่างจริงจังมาตลอด แต่ที่ผมเห็นในบริเวณชุมชนที่ผมอยู่นี้ถือว่าไม่มีกิจกรรมของเกษตรกรที่ปรับปรุงบำรุงดินและน้ำเลย แต่ละคนเร่งทำนาเคมีเพื่อเอาข้าวไปจำนำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อหารายได้ไปใช้หนี้ที่อยู่มากมายทั้งในและนอกระบบ ไม่เห็นแม้แต่รายเดียวที่เว้นจากการทำนาแล้วปลูกพืชบำรุงดินหรือทำปุ๋ยหมักใช้เอง
ผมมีข้อเสนอที่เป็นยาแรงในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลคือการให้การสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์เป็นพิเศษจริง ๆ เช่น ให้เงินกู้ในอัตราต่ำพิเศษ ให้ราคาผลผลิตสูงกว่าเกษตรเคมีอย่างน้อยเท่าตัว เช่นที่ในขณะที่รับจำนำข้าวนาปรังจากชาวนาทั่วไปที่เกวียนละ 15,000 บาทจำกัดวงเงินไม่เกินครอบครัวละ 500,000 บาทก็ให้ราคารับจำนำข้าวนาปรังแบบอินทรีย์ที่เกวียนละ 30,000 บาทโดยไม่จำกัดวงเงิน ผลผลิตที่เป็นเกษตรอินทรีย์ชนิดอื่นก็ไปคำณวนเอาต่อไป ไม่ใช่ให้ราคาเท่ากันอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจอย่างเต็มที่และให้เกิดผลอย่างจริงจัง
แล้วถ้ามีคำถามว่าจะเอาเงินสนับสนุนมาจากไหน ผมคิดว่าไม่ยากเลยครับเพราะเราก็จะผันงบเงินกู้
(อย่าพูดว่านอกงบประมาณนะ) ที่จะเอาไปทำรถไฟความเร็วสูงมาทำเรื่องนี้ก่อน พอเกษตรกรไทยแข็งแรงขึ้นด้วยการผลิตตามระบบอินทรีย์อย่างยั่งยืนที่ทุกภาคส่วนให้การสนับสนุนเต็มที่แล้วสังคมของเราก็ควรจะแข็งแรงขึ้นไปด้วยกัน จากนั้นโอกาสที่จะทำระบบขนส่งรวดเร็วมีประสิทธิภาพก็จะเป็นไปได้ตามไปด้วยเพราะเมื่อเรา
“มีจริง” แล้วก็จะสามารถ “ทำจริง” ได้ ไม่เหมือนปัจจุบันที่เรายังมีไม่จริงแต่อยากทำจนตัวสั่นไปเพื่ออะไรก็ไม่ทราบ
อย่างไรก็ตามข้อเสนอของผมไม่มีทางเป็นจริงได้ในขณะนี้เพราะว่าฝ่ายการเมืองน่าจะไม่สนับสนุนเพราะนายทุนพรรคบางคนอาจจะร่ำรวยจากการขายปุ๋ยเคมี และที่น่าเศร้าคือแม้แต่ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรก็ยังมัวแต่ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีด้วยการเชิญชวนเกษตรกรเรียนรู้และใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” ซึ่งก็คือใช้ปุ๋ยเคมีให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่ ผมเห็นว่าแม้แต่ผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงระดับสูงยังทำได้น่าผิดหวังขนาดนี้ แล้วเราจะหวังว่าคนที่มีหน้าที่เฉียง
ๆ จะทำได้ดีกว่านี้ไปได้อย่างไร เกษตรกรจำนวนมากจึงยังคงย่ำอยู่กับวงจรของความเสื่อมโทรมของดินและน้ำ
หนี้สิน ความยากจน สุขภาพเสื่อมโทรม ฯลฯ กันต่อไป ถึงเวลาหนึ่งที่ความบีบคั้นเหล่านี้ถึงขีดที่เหมาะสมก็ต้องรวมกลุ่มกันมาชุมนุมประท้วงด้วยการปิดถนนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ต้องใช้เส้นทางสัญจรซึ่งทุกวันนี้ก็มักจะมีปัญหารถติดมากอยู่แล้ว
ท่านผู้อ่านช่วยผมคิดหน่อยสิครับว่าเราจะทำอย่างไรกันต่อไปที่จะช่วยกันแก้ปัญหาสำคัญของชาติอย่างหนึ่งอันนี้และท่านมีวิธีหรือจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไรบ้างครับ
มีส่วนเกี่ยวข้องหลายอย่าง
ชาวบ้านชอบอะไรที่เร็ว แต่เกษตรอินทรีย์ช้า แต่ให้ผลระยะยาวดี
ขอเป็นกำลังใจให้ทำงานต่อไปครับ
เป็นกำลังใจครับ บ้านผมทำปุ๋ยใช้เอง ทำน้ำชีวภาพ EM ไว้ใช้ พ่อจะกวาดใบไม้มากองไว้เวลาผ่านไปก็กลายเป็นปุ๋ยเป็นดินที่ดีครับ หรือถ้าจะใช้ปุ๋ย ผมซื้อปุ๋ยคอกมาใช้ครับ แค่นี้ที่บ้านก็มีต้นไม้สวย ๆ มากแล้วครับ บางที เราก็ต้องอยู่บนความต่างให้มีความสุข สักวันเขาจะมาเป็นพวกเราเองครับ ผมเชื่ออย่างนั้น
ขอบคุณอาจารย์ขจิตกับคุณ nobita ที่กรุณาอ่าน ให้ความเห็นและให้กำลังใจนะครับ ผมเสียดายที่ทั้งสองท่านยังทำงานในสำนักงานอยู่ ยังไม่ได้ทำการเกษตร ไม่เช่นนั้นคงจะมีเพื่อนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้มากกว่านี้
จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน แนวทางทำเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุด คือ เกษตรต้องเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้มูลทำปุ๋ยใช้ในไร่นา โดยเฉพาะโค และกระบือ จะช่วยลดต้นค่าปุ๋ยซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายอันดับต้นๆ ในการทำการเกษตร
ก็คงต้องเป็นคนที่มีใจรักในการเลี้ยงโค กระบือด้วยครับ นอกจากนี้ก็ยังต้องมีสถานที่เหมาะสม ผมคิดว่าถ้าไม่เลี้ยงสัตว์เพื่อให้ได้มูลสัตว์มาเป็นปุ๋ย เกษตรกรอาจจะใช้การปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกพืชบำรุงดินหรือปุ๋ยพืชสดหรือการทำน้ำหมักจุลินทรีย์สูตรต่าง ๆ ก็น่าจะพอทดแทนได้ แต่ที่ผมเห็นอยู่ทุกวันคือไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยในชุมชนที่ผมอยู่ ขอบคุณที่กรุณาอ่านและให้ความเห็นนะครับ
ลองค้นคำว่า กลุ่มคนปลูกผักกินได้นะครับ
ขอเป็นกำลังใจให้กับความตั้งใจดี สู้ๆนะ
อ้วน (เพื่อน มอขอ)
สวัสดีจ้ะอ้วน สบายดีใช่ไหม ตอนนี้เรากำลังมาใช้ชีวิตเป็นลูกจ้างอีกครั้งที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งชายทะเลที่สวยงามของกระบี่แต่ก็ยังติดต่อกับเพื่อนบ้านชาวนาที่บางระกำ พิษณุโลกอยู่ตลอดเวลา ได้รับแจ้งเมื่อปลายเดือน ต.ค. 57 ว่าข้าวหอมมะลิของเราออกรวงเกือบหมดแล้วในขณะที่ข้าวไรซ์เบอร์รี่กำลังตั้งท้องใกล้ออกรวง เราก็เลยยังอบอุ่นใจอยู่เสมอว่าเราจะยังมีข้าวแสนอร่อยปลอดสารพิษต่อไปอีกหลายเดือน เราขนข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่มาที่กระบี่เกือบ 100 กก. เพื่อแจกจ่ายคนรู้จักและทานทุกวันทำให้รู้สึกใกล้ชิดบ้านอยู่เสมอ
เพื่อนบ้านเริ่มให้ความสนใจการทำนาแบบที่เราทำมากขึ้นเพราะเห็นว่าสามารถปลูกเองขายเองได้ราคาดีแม้ว่าอาจจะต้องทำกิจกรรมหลายอย่างเพิ่มขึ้นเช่นตากข้าว เอาข้าวไปสีที่โรงสี ขนข้าวเข้ากรุงเทพ คัดสิ่งเจือปน บรรจุถุงและนำไปส่งให้ลูกค้า ช่วงนี้ไม่มีข้าวเหลือขายต้องรอไปจนถึงประมาณกลางเดือนธันวาคมนี้จึงจะเริ่มได้ข้าวจากเพื่อนชาวนาอินทรีย์เข้ามา พวกเขาหวังว่าเราจะมีส่วนช่วยในการหาตลาดซึ่งเราและภรรยาก็กำลังพยายามอยู่อย่างเต็มที่ แย่หน่อยตรงที่เราต้องมาอยู่ไกลถึงกระบี่ไม่สามารถช่วยได้โดยตรงเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็อาจจะอีกไม่นานนักที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตที่หมู่บ้านเหมือนเดิมครับ