หลังจากห่างหายไปนานถึง 7 เดือนหลังจากที่เคยบันทึกข้อความครั้งแรกลงใน GotoKnow ตอนนี้ก็มีความพร้อมที่จะมาเขียนบันทึกต่อไปแล้วครับ
ผมลาออกจากงานที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่และกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบางระกำจังหวัดพิษณุโลกเมื่อต้นเดือนเมษายน 2556 ส่วนภรรยาของผมลาออกจากที่เดียวกันและกลับมาอยู่บ้านหนึ่งเดือนหลังจากนั้น จากนี้ไปเธอก็จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้จัดการรีสอร์ทมาเป็นแจ๋วประจำบ้านซึ่งที่ผ่านมากว่า 12 ปีหลังจากสร้างบ้านเสร็จเธอเป็นเพียงแขกที่มาพักช่วงสั้น ๆ แล้วก็ต้องกลับไปทำงานรับเงินเดือน
ที่ผ่านมาผมอยู่ที่บ้านหลังนี้คนเดียวโดยรับผิดชอบทุกอย่างทั้งงานเกษตรและงานบ้าน หลายครั้งที่รู้สึกว่ามัน "เหนื่อยจะตาย" และ "ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม" จากนี้ไปก็หวังว่าจะเปลี่ยนเป็น "เหนื่อยก็พอใจ" และ "ทำไปเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน"
ผมตั้งใจกลับมาเตรียมที่นาให้เหมาะสมก่อนจะเริ่มปลูกข้าวนาปี ผมมีความจำเป็นที่จะต้องกลับมาฟื้นฟูที่นาหลังจากให้เพื่อนบ้านเช่าทำนานาน 2 ปี ท่านผู้อ่านคงจะรู้ดีว่าชาวนาไทยโดยทั่วไปโดยเฉพาะที่ผมเห็นในชุมชนที่ผมอยู่นั้นใช้สารเคมีเต็มที่ในการทำนาจนไม่อยากกินข้าวที่ตัวเองปลูก ต้องไปซื้อขาวสารในตลาดมากินเพราะคิดว่ามันอาจจะปนเปื้อนสารเคมีน้อยกว่าที่ตัวเองทำ
กลับมาถึงก็เริ่มออกกำลังกายด้วยการเก็บฟางในนามาทำปุ๋ยหมัก จากนั้นก็ตัดหญ้า พอมีฝนตกน้ำนองในนาก็จ้างรถไถปั่นพรวนครั้งที่ 1 จากนั้นผมไปเอาปุ๋ยอินทรีย์ที่ซื้อมาจากโรงงานของอาจารย์เชาว์วัศ หนูทอง ที่อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรีมาหว่าน ทีแรกก็ตั้งใจหาคนมาช่วยหว่านปุ๋ยแต่ไม่มีใครว่างมาช่วยได้ คนที่รับจ้างหว่านข้าวเป็นประจำก็ไม่ขอหว่านปุ๋ยอินทรีย์เพราะบอกว่าหว่านแล้วเกิดอาการหอบหืด จากประสบการณ์เรื่องการขาดแคลนแรงงานทำให้ผมไม่ตื่นเต้นนักเพราะเตรียมใจไว้แล้วจึงลงมือหว่านเองก็ได้ หว่านไปก็ไม่เห็นจะมีผลข้างเคียงใด ๆ
มันก็ไม่ได้ยากเกินไปเพียงแต่ปวดเมื่อยที่แขนและต้นขาเพราะไม่ใช่สิ่งที่ทำเป็นประจำ และการเดินลุยโคลนในนาพร้อมแบกถังใส่ปุ๋ยน้ำหนักประมาณ 16-17 กิโลกรัมก็ทำเอาเหนื่อยจนจะเป็นลมในบางครั้ง อย่างไรก็ตาม ทำไปเรื่อย ๆ แค่ 2 วันครึ่งก็เสร็จสำหรับที่นาประมาณ 14 ไร่ โดยผมทำงานวันละ 2 ช่วง ช่วงเช้าคือหลังอาหารเช้าไปจนเกือบเที่ยง ช่วงบ่ายประมาณ 4 โมงเย็นไปจนเกือบมืด จากนั้นก็จ้างรถไถมาปั่นพรวนดินครั้งที่ 2 ซึ่งเพิ่งเสร็จไปวันนี้ (4 ก.ค. 2556)
ในชุมชนที่ผมอยู่นั้นชาวบ้านประกอบอาชีพเป็นชาวนาเกือบทั้งหมดและเป็นแบบเกษตรเคมีเต็มขั้นทั้งหมด ผมไปทำนาแบบอินทรีย์แทรกเขาอยู่นับ 10 ปีก็ยังไม่เห็นมีใครตื่นเต้นสนใจอยากจะทำแบบเดียวกัน ที่ผ่านมาผมอาจจะทำได้ไม่เก่งนักเพราะรับผิดชอบหลายอย่างในบ้านคนเดียว จึงไม่ดึงดูดเพื่อนบ้าน หรือไม่ก็เป็นเพราะว่ามันเหนื่อยและไม่อยากเสียเวลาเรียนรู้วิธีที่แตกต่าง (และบางคนอาจจะผิดหวังไปเรื่อย) จนถึงตอนนี้ก็เลยยังไม่มีแนวร่วมในการทำนาแบบไม่ใช้สารเคมีเลยสักคน
ผมรู้ดีว่าการทำอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่นเป็นความท้าทาย บางคนก็ต้องว่าผมบ้าที่หว่านปุ๋ยในนาโดยที่ยังไม่มีข้าวสักต้น (ทั้งที่ผมคิดว่าเป็นหลักการเตรียมดินที่ดีตามปกติ) ผมเชื่ออีกว่ามีคนมองว่าที่ผมทำอย่างนี้ (เตรียมดิน) ได้เพราะผมมีทุนพอซึ่งจริงเพราะวางแผนไว้แล้ว แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของความเชื่อมากกว่า เช่น ชาวนารู้ว่าการเผาฟางในนาเปรียบได้กับการเผาปุ๋ยทิ้ง แต่ก็ยังทำ เพราะทำให้ทำนารอบใหม่ได้สะดวกและเร็วขึ้น แก้ปัญหาเรื่องปุ๋ยด้วยการซื้อปุ๋ยเคมีมาใช้ (แล้วก็ต้องแก้ปัญหาอื่นในระยะยาวต่อไป) ผมเคยเขียนเกี่ยวกับการทำนาแบบโยนกล้าในชุมชนนี้มาแล้ว ในโอกาสหน้าจะได้เล่าถึงความก้าวหน้าต่อไป
การกลับมาทำนาครั้งนี้มีเป้าหมายที่ผมอยากผลักดันให้เกิดขึ้นในชุมชน 3 ข้อคือ
1. มีเพื่อนบ้านมาเป็นแนวร่วมทำนาแบบไม่ใช้สารเคมี
2. รวมกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ขาย
3. แปรรูปข้าวอินทรีย์ขาย
ถ้าทำได้สำเร็จผมหวังว่าทุกคนที่มีส่วนร่วมก็จะมีความสุขอย่างมั่นคง ถ้าไม่สำเร็จผมก็จะไม่เสียใจเพราะตั้งใจผลิตอาหารสะอาดเพื่อสุขภาพของตนเองและครอบครัวอยู่แล้วและจะพยายามทำคนเดียวให้สำเร็จต่อไป มาช่วยเป็นกำลังใจให้ชุมชนนี้น่าอยู่มากขึ้นด้วยนะครับ
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
รออ่านและดูภาพท้องนาครับ
เป็นเถ่าแก่แบบบ้านๆ ของเราดีกว่า... เพราะบริบทของประเทศไทยเรา คือ ผลิตข้าว ..... มีข้าวที่อร่อยที่สุดในโลกนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
อเป็นแนวร่วมสังเกตการณ์ด้วยคนครับ เผื่อสักวันจะมีโอกาสไปดูงานจริงครับ ขอบคุณความรู้ครับ
ที่นี่มีความรู้ ภูมิปัญญาด้านการทำนาเยอะครับ สนใจลองติดต่อไปดูนะครับ
มูลนิธิข้าวขวัญ มขข.
ประกาศ ยอดผู้ลงทะเบียนอบรมทำนาอินทรีย์ มูลนิธิข้าวขวัญ บุคคลทั่วไปรุ่นที่ 37 ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม-1 กันยายน ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 34 ท่าน เหลืออีก 16 ที่นั่ง เท่านั้นค่ะ หากผู้ใดสนใจลงทะเบียนเรียน กรุณาโทรเช็คยอด ณ ปัจจุบัน ก่อนทำการลงทะเบียนที่ 085-4277007 ค่ะ
ขอบคุณท่านที่อ่านและกรุณาให้กำลังใจทุกท่าน
- อาจารย์ขจิตครับผมจะทยอยนำภาพมาลงกรุณาติดตามชมและให้ความเห็นไปเรื่อย ๆ นะครับ
- Dr. Ple ครับ เรามีศักยภาพที่จะผลิตข้าวที่อร่อย สะอาดและดีที่สุดได้ได้จริง ๆ มีผู้ทำสำเร็จแล้วหลายราย แต่ในชุมชนที่ผมอยู่นั้นปล่อยให้ผมทำนาแบบอินทรีย์อยู่คนเดียวเป็น 10 ปีโดยยังไม่ยอมเป็นแนวร่วมกันเลยซึ่งผมก็จะพยายามต่อไปและหวังว่าจะสำเร็จได้ในวันหนึ่ง ในช่วงที่กำลังดำเนินการนี้กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมาก ขอบคุณมากนะครับ ตอนที่ผมมีผลผลิตแล้วขอเชิญแวะยี่ยมที่บ้านเพื่อนำข้าวอินทรีย์กลับไปทานนะครับ ปีนี้ตั้งใจจะปลูกข้าว 3 พันธุ์ คือ 1. หอมมะลิ 105 2. ไรซ์เบอร์รี่ 3. ข้าวเหนียวลืมผัว
- คุณ nobita ครับ ผมจะทยอยนำภาพมาลงและยินดีต้อนรับนะครับ
- คุณ thawat ครับ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ ผมเคยไปเยี่ยมชมมูลนิธิพร้อมกับคณะเกษตรกรชาวต่างชาติรวม 12 ชาติเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ดีเยี่ยมมากครับ แต่ผมไม่มีเวลาไปเข้าอบรมได้เพราะต้องทำนาคนเดียว อาศัยการค้นคว้าหาข้อมูลซึ่งทำได้สะดวกครับ
ขอเป็นกำลังใจให้สำเร็จตามเป้าหมายทั้งสามข้อครับ
การหว่านปุ๋ย ผมสงสัยว่าเราอาศัยตอนรถไถพรวนแล้วเกาะท้ายโปรยปุ๋ยไปด้วยได้ไหมครับ
เห็นดีด้วยกับการอยู่ในภาคเกษตรครับ--คงสนุกมากครับ
สวัสดีครับ
ตอนนี้ทั้งสนุกและเหนื่อยทางกายมากครับ คนเรามีความชอบ ทางเลือกและโอกาสที่แตกต่างกัน ผมอาจจะโชคดี (หรือโชคร้าย) ที่ได้ทำแบบนี้ครับ หวังว่าคุณพัฒนากำลังสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่นะครับ
คุณ Yanyong-P ครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจที่มอบให้
ที่จริงบริษัทรถไถเขามีอุปกรณ์ต่อพ่วงช่วยให้การหว่านปุ๋นสะดวกสบายมาก แต่ที่ชุมชนที่ผมอยู่ไม่ใครนำมาใช้ คงจะไม่จำเป็นเมื่อกับราคาของมัน แต่จะให้ไปเกาะท้ายรถไถนี่ไม่สะดวกและเป็นอันตรายมาก เกะกะคนขับเขาด้วย ยิ่งต้องรีบทำงานหาเงินไปส่งค่างวดด้วยนี่เขาไม่ยอมแน่ ที่ยากกว่ามากคือถ้าต้องเกี่ยวข้าวด้วยเคียวครับที่ผมไม่เ่ก่งเลย
ชอบจังครับครู ขอให้ความฝัน 3 ข้อเป็นความจริงนะครับ
น่าสนใจมากค่ะ
- สวัสดีครับน้องทิมดาบ ขอบคุณสำหรับคำอวยพร ครูก็พยายามเต็มที่ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรค่อยมาว่ากันใหม่ครับ
- สวัสดีครับคุณหมอ ขอบคุณที่กรุณาอ่านทำให้ผมมีกำลังใจในการทำนาแบบไม่ใช้สารเคมีมากยิ่งขึ้นครับ