The controversy over the special legislation for borrowing 2.2 trillions baht is raging. The government argues that it is within its power to do. The people argue that it is the debt of 5 trillions baht including interest that they and their children (and children of their children) must repay for unknown benefits. What would you argue?

ข้อเสนอแนะ คปก. รัฐบาลต้องพิจารณา บทบรรณาธิการ Thaipost 4 July 2556
http://www.thaipost.net/news/040713/75924
...คปก. มีข้อเสนอระบุว่า 1) การที่รัฐจะกู้เงินจำนวนมาก โดยเป็นการกู้ในนามประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและดุลยภาพทางการเงินการคลังของประเทศ รัฐสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติรองรับไว้ โดยรัฐบาลสามารถดำเนินการในรูปแบบงบประมาณประจำปี และสามารถใช้วิธีการแสวงหาเงินทุนในรูปแบบที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นทางเลือกได้ อาทิ การให้เอกชนร่วมลงทุน โดยไม่จำต้องตราเป็นพระราชบัญญัติที่นอกเหนือจากวิธีการทางงบประมาณ ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นไปตามวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ
  2) ควรมีการศึกษาในแต่ละโครงการอย่างรอบด้านเสียก่อนและดำเนินการโครงการเฉพาะเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจและลดจำนวนเงินกู้ที่จะต้องเกิดขึ้น 3) การกำหนดโครงการและมาตรการต่างๆ ควรมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และควรให้ข้อมูลการดำเนินการ ผลกระทบ รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ของโครงการต่อประชาชนอย่างทั่วถึง รวมไปถึงการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเพียงพอและรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
  ขณะเดียวกัน คปก.ระบุความเห็นที่สำคัญต่อ พ.ร.บ.เงินกู้สองล้านล้านฉบับนี้ ว่า อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 หมวด 8  ว่าด้วย การเงิน การคลัง และงบประมาณ ในมาตรา 169 บัญญัติไว้ว่า “การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง…” ...

“วราเทพ” ยันกู้ 2 ล้านล้านไม่ขัด รธน.อ้างไม่ใช่เงินแผ่นดิน-กฎหมายเฉพาะ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  3 กรกฎาคม 2556 19:00 น.  
http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000081148
...รมต.สำนักนายกฯ โต้กลับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ยันกู้เงินสร้างระบบคมนาคม 2 ล้านล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 อ้างไม่ได้เป็นเงินแผ่นดิน อีกทั้งเป็นกฎหมายเฉพาะ
   
  วันนี้ (3 ก.ค.) ... รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตรฯ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ระบุว่าการกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่ได้เห็นข้อเสนอดังกล่าวจาก คปก.ที่เสนอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พิจารณา ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับโครงการ เพราะเป็นเพียงข้อเสนอแนะ และล่าสุดการพิจารณากฎหมายกู้เงินก็ดำเนินไปตามขั้นตอน ขณะเดียวกันการออกกฎหมายฉบับดังกล่าวก่อนหน้านี้ก็ได้ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานกฤษฎีกาอย่างรอบคอบ ก่อนจะเสนอเข้ารัฐสภาแล้ว โดยได้ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นเงินแผ่นดินตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ
   
  “ก่อนหน้านี้ทางกฤษฏีกา ได้ชี้แจงถึงความหมายของเงินแผ่นดินตามมาตรา 169 คือ ไม่มีกฎหมายใดกฎหมายหนึ่ง ซึ่งเงินดังกล่าวหมายถึงเงินที่เข้าคลังไปแล้ว และจะจ่ายต้องมีกฎหมายเฉพาะให้จ่าย คือกฎหมายวิธีการงบประมาณ กฎหมายงบประมาณรายจ่าย เหมือนที่กำลังจะออกมาตอนนี้ และกฎหมายว่าด้วยการโอนเงินงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง มีอยู่ 4 กฎหมาย ดังนั้นกฎหมายการกู้เงินนี้ จึงเป็นกฎหมายเฉพาะ ไม่ใช่เงินที่เข้าคลังแล้วใช้กฎหมายจ่ายออกมา เงินกู้ไม่ใช้กู้มาแล้วไปเข้าคลัง” ...

http://www.tamanoon.com/tamanoon/section/section169.htm
รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา 169    
 
  ภายใต้บังคับ มาตรา 170 ร่างพระราชบัญญัติ หรือ ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ จะเสนอได้ ก็แต่โดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ คณะรัฐมนตรี แต่ ร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะเสนอได้ ก็ต่อเมื่อ มีคำรับรอง ของนายกรัฐมนตรี
  การเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ หรือ ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะกระทำได้ เมื่อ พรรคการเมือง ที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นั้นสังกัด มีมติให้เสนอได้ และ ต้องมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่น้อยกว่า ยี่สิบคน รับรอง
  ร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน หมายความถึง ร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วย เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต่อไปนี้
  (1) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือ วางระเบียบการบังคับ อันเกี่ยวกับ ภาษี หรือ อากร
  (2) การจัดสรร รับ รักษา หรือ จ่ายเงินแผ่นดิน หรือ การโอน งบประมาณรายจ่าย ของแผ่นดิน
  (3) การกู้เงิน การค้ำประกัน หรือ การใช้เงินกู้
  (4) เงินตรา
  ในกรณีที่ เป็นที่สงสัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ หรือ ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ใด เป็น ร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน ที่จะต้องมี คำรับรอง ของนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ให้เป็นอำนาจ ของที่ประชุมร่วมกัน ของ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญ ของ สภาผู้แทนราษฎร ทุกคณะ เป็นผู้วินิจฉัย
  ให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จัดให้มี การประชุมร่วมกัน เพื่อ พิจารณากรณี ตาม วรรคสี่ ภายใน สิบห้าวัน นับแต่ วันที่มี กรณีดังกล่าว
  มติ ของที่ประชุมร่วมกัน ตาม วรรคสี่ ให้ใช้เสียงข้างมาก เป็นประมาณ ถ้า คะแนนเสียงเท่ากัน ให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกเสียงเพิ่มขึ้น อีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงชี้ขาด


http://www.naewna.com/politic/46640
"ปู่ชัย"โชว์เก๋าสับกู้2ล้านล. ยันขัดรัฐธรรมนูญ ม.169
วันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556, 19.18 น.

29 มี.ค.56 นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปราย ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้จำนวน 2 ล้านล้านบาทว่า การกู้เงินของรัฐบาลครั้งถือว่ามีจำนวนสูงที่สุดเท่าที่เคยพบมา นอกเหนือจากการกู้ ไอเอ็มเอฟ และการกู้เงิน 8 แสนล้านบาท จนทำให้ประเทศต้องเป็นหนี้ถึง 50 ปี ซึ่งเป็นภาระให้กับประชาชน และใน 50 ปีนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกันแล้วประเทศจะต้องแบกภาระถึงหนี้ถึง  5 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้มีประชากรในประเทศไทย 64 ล้านคน จะต้องเป็นหนี้กว่า 1 แสนบาทต่อคน จึงมีความกังวลว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวโดยเฉพาะในหมวดที่ 1 ระบุถึงการกู้เงินและการบริการจัดการเงินกู้และวิธีการกู้เงินในแต่ละปีให้เป็นไปตามที่ครม.อนุมัติ เห็นว่าการดำเนินการเช่นนี้จะขัดกับมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 4 ของร่าง พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ ฉบับที่ พ.ศ.....

นายชัย กล่าวต่อไปว่า ร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯอาจจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ที่ระบุว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะสามารถกระทำได้ก็เฉพาะที่อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน กฎหมายเกี่ยวด้วยงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาลจะจ่ายไปก่อนก็ได้แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายบัญญัติ

เห็นได้ชัดว่ากรณีนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไปออกกฎหมายกู้เงิน อย่างไรก็ตาม ขอเสนอแนะว่ารัฐบาลควรจะมีการกู้เงิน 2 ครั้ง เช่นเดียวกับรัฐบาลชุดที่แล้วเคยทำมา และ พ.ร.บ.ดังกล่าวยังไม่ประกาศใช้ตามกฎหมายจึงอยากให้รัฐบาลทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชนเสียก่อน