เป็นการตอบแทนน้ำใจที่ได้รับมาและได้ให้ตอบกลับไปแก่ใครๆ แม้จะเป็นคนอื่นๆที่เราไม่รู้จัก

   เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาผู้เขียนได้ไปพบหมอตามนัด ที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ซึ่งครบปีพอดีหลังการให้ยา เพคอินทรอนและยากิน เรเบทอล ตัดสินใจเดินทางโดยรถไฟฟ้า เพราะสังหรณ์ใจว่ารถอาจจะติด

   ตั้งใจตั้งแต่ตอนไปว่าจะขอถ่ายรูปคุณปู เพื่อนำมาประกอบคำขอบคุณที่ คุณปูมีพระคุณกับผู้เขียน จนไม่รู้จะตอบแทนความมีน้ำใจในครั้งนี้อย่างไร

   วันนั้นเป็นอีกวันที่ผู้ป่วยเยอะมาก ประกอบกับระบบอินเตอร์เน็ตช้า จึงทำให้การเรียกรับคูปองต้องช้าตามไปด้วย ดีที่เตรียมหนังสือ(คนแคระ) ไปอ่านด้วยเพื่อเป็นการฆ่าเวลาระหว่างการรอคอยที่แสนจะทรมานนั้น

   ระหว่างที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ พี่ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆอายุน่าจะราวห้าสิบต้นๆ ได้เข้ามาคุยด้วย บอกว่าเพิ่งจะเป็นครั้งแรกที่พาแม่มาเอง ทุกครั้งจะมีญาติพามาด้วย จึงไม่ค่อยจะเข้าใจขั้นตอน

   "มาตั้งแต่หกโมงเช้าล่ะคะ แต่เพราะไม่รู้ทำให้เสียเวลา เดินขึ้นเดินลงอยู่นาน" พี่แกพูดเหมือนระบายความอักอั้นในใจ

   "แล้วได้คิวเท่าไหร่ครับ" ผู้เขียนถามพร้อมขอดูบัตรคิว พี่แกรื้อกระเป๋า หยิบเอกสารออกมาด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน

   "อ๋อ ใกล้แล้วล่ะครับ รออีกหน่อยหากระบบใช้งานได้ก็ถึงแล้ว" 

   "ตอนนี้แม่ รออยู่บนชั้น6 เอ๊ะ หรือชั้น 4 นะเขาบอกให้เอ๊กเรย์ ไม่รู้จะทันหรือเปล่า" พี่ผู้หญิงยังพูดต่อคล้ายขอความเห็น

   "ขอดูใบนัดหน่อยครับ" ผู้เขียนถือวิสาสะ พี่ผู้หญิงยื่นเอกสารที่ถืออยุ่มาให้ทั้งหมด ใบนัดระบุเวลาพบหมอ9.30-10.30 น. ผู้เขียนพลิกข้อมือดูนาฬิกาบอกเวลา 9.30 น. แล้ว

   "แล้วจะทันไหมคะ" พี่ผู้หญิงพูดด้วยน้ำเสียงกังวล

   "ทันครับ ยังไงหมอเขาก็รอ" ระหว่างนั้นผู้เขียนพบว่าเอกสารของพี่เขาขาดสำเนาบัตร 30 บาท จึงบอกว่าต้องถ่ายเพิ่มอีกใบ

   แต่ท่าทางพี่แกคงจะไม่รู้อีกล่ะว่าต้องไปถ่ายตรงไหน ผู้เขียนจึงอาสาพาพี่แกเดินไปถ่าย ระหว่างนั้นผู้เขียนบอกว่าวันหลังถ้ามาให้รีบมาหยิบบัตรคิวก่อนอันดับแรก

   "แล้วต่อไปต้องทำอะไรต่อล่ะคะ" พี่ผู้หญิงยังคงถามต่อ ผู้เขียนขอดูเอกสารอีก พบว่ามีนัดเอ๊กเรย์ จึงบอกว่าต้องไปเอ๊กเรย์ที่ชั้น4ก่อนพบแพทย์

   "แล้วตอนนี้แม่อยู่ไหนครับ" ผู้เขียนถาม พี่บอกว่าไม่แน่ใจว่าจอดรถเข็ญไว้ที่ชั้น 4 หรือชั้น 6 ผู้เขียนเลยบอกว่าน่าจะชั้น 4 เพราะเป็นชั้นที่ทำการเจาะเลือด ถ่ายเอ๊กเรย์ และ อัลต้าซ่าวด์

   หลังจากได้คูปองเรียบร้อย  พี่ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้ามาหาผม ยกมือไหว้ขอบคุณ ผู้เขียนต้องรีบยกมือไหว้ตอบพร้อมบอกว่าไม่เป็นไรครับ

   ผู้เขียนเคยบันทึกไว้เมื่อแรกๆที่มาพบหมอ หากคนที่ไม่เคยมาที่รพ. ไม่เข้าใจขั้นตอนจะรู้สึกกังวล ที่ต้องรอในแต่ละขั้นตอนอย่างยาวนาน อย่างผู้เขียนมาถึง แปดโมงกว่าได้บัตรคิวก้ต้องนั่งรอเรียก หลังจากได้คูปองเสร็จก็ไปรอคิวเจาะเลือดอีก และหลังจากเจาะเลือดเสร็จก็ต้องไปรอพบหมอตามเวลานัด

   กว่าจะเสร็จก็ประมาณ 4 โมงเย็น เหมือนอยู่รพ.เกือบทั้งวัน นั่นเป็นเรื่องธรรมดามากที่หากจะได้ยินเสียงบ่นของคนไข้ และญาติที่มานั่งรอในแต่ละจุด

   วันนั้นเพราะคนไข้เยอะมากจุดมุ่งหมายที่จะขอถ่ายรูปคุณปูมีอันต้องยกเลิกไป เพราะคุณปูเองก็ยุ่งมากมาย เห็นเดินเข้าเดินออกไม่หยุด

   แต่ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยก็มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือพี่ผู้หญิงคนนั้น เป็นการตอบแทนน้ำใจที่ได้รับมาและได้ให้ตอบกลับไปแก่ใครๆ แม้จะเป็นคนอื่นๆที่เราไม่รู้จัก

.....................

   หลังจากเสร็จธุระที่ รพ. ก็รีบเดินทางกลับ ระหว่างที่ยืนรอรถไฟฟ้าอยู่ที่สถานีศาลาแดง พี่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งก็ได้เดินเข้ามาถามว่า 

"ไปอนุสาวรีย์ไปทางไหนคะ" พี่ผู้หญิงสวมแว่นกันแดด สวมหมวกเหมือนนักท่องเที่ยว แต่สำเนียงคล้ายจะเป็นคนอีสาน

 "อนุสารีย์ชัยสมรภูมิใช่ไหมครับ" เธอพยักหน้า ผู้เขียนจึงบอกว่าขึ้นที่นี่แล้วไปต่อที่สยาม เธอบอกขอบคุณ ผู้เขียนเดินจากพี่แกมาถถ่ายรูปรถไฟฟ้าฝั่งตรงข้าม

  เมื่อถึงสถานีสยามซึ่งจะมีผู้คนเยอะมาก เดินขวักไขว่ไปมาอย่างรีบร้อน ระหว่างที่ผู้เขียนกำลังลงบันไดเลื่อน พี่ผู้หญิงคนเดิมก็เดินมาถามอีก

   "อนุสาวรีย์ไปทางไหนคะ" ผู้เขียนกำลังจะก้าวลงไปขั้นแรกของบันไดเลื่อนต้องหยุดด้วยความที่คาดไม่ถึงว่าพี่ผู้หญิงคนนั้นยังตามผู้เขียนอยู่ จนคนที่เดินตามหลังต้องเบี่ยงหลบแทบไม่ทัน

   "เออ ไปอีกฝั่งหนึ่งครับ ถ้าไม่เข้าใจให้ถาม รปภ. ก็ได้ครับ"ผู้เขียนตอบพี่แกไปพร้อมก้าวลงบันไดเลื่อน ใจหนึ่งคิดจะกลับไปบอกพี่แก หรือพาพี่แกไปสถานีที่จะไปอนุสาวรีย์นั้น

   แต่แค่ได้แนะนำไปอย่างนั้นก็ทำให้ใจของผู้เขียนมีความสุข สงบ ที่ได้ช่วยเหลือเพือ่นมนุษย์ผู้ที่เดินทางสายชีวิตนี้ โดยไม่จำเป็นหรอกที่เราจะรู้จักกัน และไม่จำเป็นที่จะได้คำขอบคุณตอบแทน

   เป็นอีกวันหนึ่งที่ผู้เขียนมีความสุข โดยที่บอกไม่ถูกว่าจะอธิบายว่าอย่างไร ใจหนึ่งคิดแปลกๆว่า

   ...หรือพี่ผู้หญิงทั้งสองคน จะเป็นเทวทูต...

   ที่มาดลบันดาลให้ผู้เขียนได้กระทำในสิ่งที่ควรทำและได้รับซึ่งความอิ่มใจในวันนี้

.....................

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้

ในวันที่แสงแดดจ้าสลับสลัวกับหมู่เมฆบัง

30 มิถุนายน 2556

พ.แจ่มจำรัส