เรื่องราวของ อ.มิตซูโอะ ดังที่ปรากฎในข่าวนั้นเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของผมจริงๆ ครับ ก่อนหน้านี้ทันทีที่ได้ข่าวท่านสึกผมก็นึกว่าท่านคงหนีความวุ่นวายของความเป็นพระดังแล้วกลับญี่ปุ่น ผมยังอนุโมทนาว่าเป็นสิ่งที่สมควรแล้วเพราะท่านเหมือนคนใกล้เกลือกินด่าง ในฐานะคนญี่ปุ่นก็ควรได้กลับไปศึกษาศาสนาพุทธในแบบของญี่ปุ่นที่ไม่ได้แพ้แบบไหนในโลก

แต่เมื่อรูปการณ์ออกมาในลักษณะนี้ผมก็ยังอนุโมทนาอีกว่าเป็นเรื่องที่ดีอีกเหมือนกัน ผมคาดหวังว่าเราจะได้อ่านหนังสือดีๆ จากท่านในอีกไม่นานนี้ และเป็นหนังสือที่ใช้ประสบการณ์ชีวิตจริงเป็นฐานของการเขียนครับ

ปัญหาของพระที่บวชตั้งแต่อายุน้อยๆ ก็คือไม่ได้สัมผัสความทุกข์โดยตรงแบบมือหนึ่ง (หรือที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า first-hand experiences) ถ้าเราอ่านหนังสือที่เขียนโดยท่านเหล่านี้จะเห็นว่าความทุกข์ที่ท่านอ้างอิงนั้นมาจากได้อ่านได้ฟังมาทั้งนั้น ไม่ค่อยจะมีที่ประสบมากับตัวเอง ความเข้าใจในทุกข์มือสอง (second-hand experiences) นั้นอย่างไรก็ไม่เท่าความทุกข์มือหนึ่งครับ

ปัญหาอีกประการของการบวชตั้งแต่อายุน้อยคือไม่มีความรู้เท่าทันต่อโลกมากนัก เรียกว่าเห็นโลกนี้สวยงามกว่าความเป็นจริงนั่นเองครับ เรื่องบางเรื่องที่คนที่เจอความทุกข์มามากและเจอคนมาหลายแบบอาจจะรับรู้ได้ในทันที แต่พระที่บวชมาตั้งแต่อายุน้อยๆ อาจจะไม่รู้ครับ

ไม่ว่าศาสนาไหนก็ตาม จะมีคำสอนหนึ่งที่พูดเหมือนกันก็คือ "ถ้าไม่เจอทุกข์ ก็ไม่เห็นสุข" ดังนั้นผมคิดว่าเราทุกคนที่พบเจอความทุกข์ในการมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้นั้นที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ดียิ่ง เพราะทำให้เราได้เห็นความสุขที่แท้จริงชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ความทุกข์เหมือนกระจกส่องความสุขนั่นเองครับ

ศาสนาพุทธสอนให้เรา "วิปัสสนา" ส่วนศาสนาคริสต์สอนให้ "meditation" เพื่อให้เห็นถึงสุขถึงทุกข์อย่างแท้จริง ดังนั้นความสุขและความทุกข์ที่เราได้เจอนั้นเป็นวัตถุดิบสำหรับการปฎิบัติตรงนี้นั่นเอง

ผมคิดว่า "วิปัสสนา" กับ "Christian meditation" นั้นเหมือนกันมาก ยิ่งผมศึกษาผมก็ยิ่งเห็นความเหมือนมากกว่าความต่าง แต่เรื่องนี้ก็ต้องศึกษากันต่อไปอีกครับ

กลับมาที่เรื่อง อ.มิตซูโอะ ต่อ

ผมเชื่อว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่อาจารย์จะได้เจอความทุกข์ในรูปแบบที่อาจารย์อาจไม่เคยเจอมาก่อนครับ

ไม่ได้แช่งนะครับ ชีวิตฆราวาสนั้นไม่มีใครหลีกหนีความทุกข์พ้น ความสุขนั้นเกิดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ปรับตัวเพื่ออยู่กับความทุกข์ครับ ดังนั้นในอีกสองสามปีหลังจากนี้เราอาจจะได้อ่านหนังสือดีๆ ที่มาจากมุมฆราวาสที่เจอทั้งทุกข์และสุขโดยตรงของท่านก็ได้ครับ