วิ่งฟันรัน เร็วกว่าเครื่องบิน

ถึงแม้พ่อผมจะไม่ได้รับการผ่าตัดโดยคุณชายหมอ มรว.นพ.พุฒิภัทร จุฑาเทพ แต่เมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน (พ.ศ.๒๕๒๔) พ่อได้รับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังโดยศาสตรจารย์ นพ.รุ่งธรรม ลัดพลี เชียวนะ


ความทรงจำเรื่องการเจ็บป่วยของพ่อ ผมจำได้เลือนลาง คงเพราะยังคงเป็นเด็กประถม จำได้เพียงแค่ว่า พ่อหายไประยะวลาหนึ่ง แล้วเช้าวันนั้นพ่อกับแม่ก็นั่งรถสามล้อรับจ้างเข้ามาที่บ้านโดยที่พ่อมีปลอกพยุงคอติดมาด้วย พ่อบอกว่าพ่อไปรับการผ่าตัดกระดูกที่คอมาจากโรงพยาบาลศิริราช แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า ผ่ากระดูกสันหลังแล้วทำไมมีแผลที่คอด้านหน้า ในตอนนั้นผมเองก็เพิ่งทราบว่าพ่อมีปัญหาขาอ่อนแรง เป็นอยู่นานเป็นปี พ่อทนจนกระทั่งยกขาขึ้นมอเตอร์ไม่ไหว และเดินไปปากซอยไม่รอดแล้วจึงยอมไม่พบหมอ ผมไม่เคยได้สังเกตว่าพ่อเดินอย่างไร แต่ที่จำได้คือ หลังจากรับการผ่าตัดกลับมาแล้ว อาการอ่อนแรงลดลง แต่มันก็ไม่ดีเท่าเก่า พ่อยังคงมีลักษณะอาการขาเกร็งอยู่ตลอด เวลาเดินลงบันได พวกเราลูกๆจะหัวเราะพ่อ เพราะพ่อจะเดินกระเด้งเหมือนสปริงเวลาย่างเท้า 
เมื่อมาเรียนหมอจึงได้ร้องอ๋อ เพราะรู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว พ่อเดินอย่างนี้เป็นเพราะพ่อมีปัญหากระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทนั่นเอง
ผ่านพ้นมาได้ราว ๑ ปี พ่อประสบอุบัติเหตุชีวิตอีกครั้งหนึ่ง พ่อเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจขาดเลือด พ่อเคยบอกว่า ตอนนั้นพ่ออายุ ๓๙ ปีเท่านั้นเอง ด้วยความที่สูบุหรี่จัด เช้าวันนั้นซึ่งเป็นวันหยุด พ่อออกไปตัดต้นกล้วยหน้าบ้านเสียหลายต้น แล้วมานอนเจ็บหน้าอกอยู่บนบ้าน ผมอยู่ด้านล่าง แม่เรียกไปตามป้าที่อยู่อีกบ้านหนึ่งมาดูพ่อ ขณะที่ผมวิ่งไปหาป้านั้น ได้ยินเสียงพ่อร้องลั่นบ้าน เรียกว่าเป็นการกรีดร้องก็ได้ โหยหวนและบั่นทอนจิตใจผมที่สุด พ่อเจ็บที่สุดในชีวิต ผมวิ่งสุดฝีเท้าไปเรียกป้าและย่าให้มาที่บ้าน พ่อกำลังจะตาย 
แต่พ่อยังตายไม่ได้ ลูกยังเล็ก บ้านเรายากจน พ่อตายไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ พ่อจึงต้องทน ทนจนรอดตายมาได้ แม่บอกว่าพ่อมีเหงื่อกาฬแตกออกมาท่วมตัวเลยทีเดียว 
พ่อรอดตายราวปาฏิหารย์ และใช้ชีวิตต่อเนื่องมาได้อีกยาวนาน พ่อบอกเสมอ ว่าถ้าลูกยังเรียนไม่จบ พ่อยังตายไม่ได้

พ่อไม่เคยผิดคำพูด

พ่อมีความพยายามสูงมากในการบำบัดเพื่อการฟื้นตัว หลังจากที่หัวใจที่ขาดเลือดไปเกือบครึ่งนั้นยังทนได้ พ่อก็พยายามหยุดบุหรี่ (อันนี้กระมังที่พ่อแอบผิดคำพูดอยู่เรื่อย โดยมีผมเป็นผู้คุมกฏ ใครมาสูบบุหรี่ในบ้านต้องเจอผมทุกราย) และเริ่มออกกำลังกาย เริ่มจากวิ่งกระด๊อกกระแด๊ก ขาแข็งๆพยายามย่างออกไป ในช่วงนั้นผมกลัวพ่อตายมาก ดังนั้น เมื่อพ่อตื่นเช้าราวตี ๕ เพื่อออกวิ่งรอบตัวอำเภอ ผมก็ต้องตื่นมาวิ่งด้วย ใจหนึ่งก็อยากให้พ่อเดินวิ่งได้เหมือนคนอื่นๆ อีกใจหนึ่งก็กลัวพ่อตายระหว่างวิ่ง บางครั้งก็แอบอายๆ ว่าพ่อวิ่งด้วยท่วงท่าที่น่าขัน โตขึ้นมาจึงได้รู้ ว่าพ่อต้องใช้ความพยายามในการออกกำลังกายในช่วงนั้นสูงมากๆ พ่อไม่ได้อยากขาแข็ง แต่มันเป็นไปเช่นนั้นเอง ผมเองก็เช่นเดียวกัน ความพยายามตื่นมาวิ่งกับพ่อในช่วงนั้น มันก็ทำให้ร่างกายผมเองก็ฟิตเปรี๊ยะไปเหมือนกัน

วันนี้ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ ผม ในฐานะพ่อ ก็ต้องแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาเพื่อมาวิ่งไปฟันไป (fun run) กับพี่แป้งอีกครั้ง ครั้งนี้เจ้าภาพคือคณะเภสัชฯ ระยะทางวิ่ง ๔ กิโลเมตรที่ผมเคยพิสูจน์ตัวเองไปเมื่อปลายดือนที่แล้วทำให้ผมไม่ลังเลที่จะไปวิ่งเก็บแต้มพร้อมลูกในเช้าวันนี้
ผมเริ่มออกสตาร์ทจากลานจอดรถคณะเภสัชฯเวลา ๖.๐๘ น. ออกวิ่งไม่ได้ในช่วงแรก เพราะคนเดินกันเต็มถนน มันเต็มถนนจริงๆ กว่าจะได้เริ่มวิ่งก็เข้าวงเวียนคณะทรัพย์ไปแล้ว ทางวิ่งคราวนี้ขึ้นเนินลงเนิน ผมจึงรู้สึกเหนื่อมากเหนื่อยน้อยสลับกันไป แต่เวลาวิ่งลงเนินนานดูเหมือนเหนื่อยน้อย แต่เมื่อยหัวเข่ามากกว่า
ผมยังคงใช้หลักการเช่นเดิม keeping rhythm of running ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่เร่ง ไม่ผ่อน ปล่อยให้ขามันวิ่งไปตามจังหวะ มาเหนื่อยเอามากๆก็ในระยะกิโลเมตรสุดท้าย แต่ในใจก็นึกกระหยิ่ม ผมวิ่งเร็วกว่าเครื่องบินของการบินไทย ปกติสายการบินแห่งชาติเราจะออกจากกรุงเทพเพื่อมาหาดใหญ่ในเวลา ๖.๐๕ น.ของทุกวัน วันนี้ผมต่อให้ก่อน ผมออกเวลา ๖.๐๘ น. และถึงจุดหมายเวลา ๖.๔๑ น. ใช้เวลาในการวิ่งครั้งนี้ ๓๓ นาที ผมถึงก่อนเครื่องบินเสียอีก ฮ่า ฮ่า สุดยอดส์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

คุณพ่ออดทนจริงๆๆครับ

ชอบใจที่คุณหมอยังออกกำลังอยู่ น้องแป้งคงโตมากแล้วนะครับ

อาจารย์ขจิตที่เคารพ

แป้ง ๑๒ ขวบแล้วครับ

ส่วนเรื่องออกกำลังกาย สำหรับผมนั้น น้อยมาก

ดังนั้นอย่าได้ขอบจงขอบใจเลยนะครับ

เขียนเมื่อ 

แหม อ.แปร๊ะ หาตัวเปรียบเทียบแบบไม่ค่อยเข้าข้างตัวเองเลยนะคะนี่

ป้าโอ๋

บางครั้งก็อย่าได้สนใจ

เราจัดการชีวิตเราให้มีความสุขไม่เบียดเบียนใคร เปรียบเทียบไปไร้สาระ ชีวิตเลยเบาหวิว

วันก่อนไปกินข้าวกับกลุ่มเพื่อน ๔ ครอบครัว

ราคา ๒๔๐๐ บาท มานั่งหารกัน ๖ คุณ ๔ ได้ ๒๔

เอ้า จ่ายมาครอบครัวละ ๔๐๐ บาท

เงิบเลย

เขียนเมื่อ 

คนสองวัยเล่าเรื่องได้น่าอ่านจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ