แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องความบ้าในทัศนะของฟูโกต์
ฟูโกต์กล่าวถึงความบ้าและอารยธรรมไว้ในหนังสือ ความบ้าและอารยธรรม : ประวัติศาสตร์ของความบ้าในยุคของเหตุผล(Madness and Civilizatiom) หนังสือเป็นการตรวจสอบของวิวัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างความบ้าและวัฒนธรรมกฎหมาย การเมือง ปรัชญา และการแพทย์ของยุโรป ตั้งแต่ยุคกลางถึงศตวรรษที่ 18หนังสือเล่มนี้ยังเป็นการวิพากษ์วิธีการทางประวัติศาสตร์เพราะว่าฟูโกต์เปลี่ยนจากวิธีการหาความรู้แบบปรากฏการณ์นิยม[1]มาสู่โครงสร้างนิยมมากขึ้นถึงแม้เขาจะใช้คำศัพท์แบบปรากฏการณ์นิยมในการเรียกความประสบการณ์หรือความเป็นอื่นว่า“บ้า”แต่ความบ้านั่นก็ยังแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทางสังคมที่ทรงพลังและมีลักษณะเฉพาะมากขึ้น
ฟูโกต์ได้ย้อนรอยวิวัฒนาการของแนวคิดเกี่ยวกับความบ้าโดยผ่านยุคเรเนสซอง(Renaissance) ยุคคลาสสิค(ประมาณปลายศตวรรษที่ 17 แต่ส่วนใหญ่อยู่ในศตวรรษที่ 18) และยุคใหม่เขาเสนอว่าในยุคเรเนสซอง คนบ้าในยุคนี้ถูกระบุว่าเป็นคนมีพฤติกรรมแปลกๆมีภาพลักษณ์ของคนที่มีการเรียนรู้แบบสลับซับซ้อนคนบ้าได้รับการนำเสนอในศิลปะว่าเป็นคนมีสติปัญญา มีความรู้ถึงข้อจำกัดหรือจุดจบของโลกและได้รับการนำเสนอในวรรณกรรมว่าแสดงให้เห็นถึงที่คนอื่นเป็นและสิ่งที่เขาแสร้งว่าเป็นโดยสรุปทั้งศิลปะและวรรณกรรมต่างนำเสนอว่าคนบ้าล้วนแล้วแต่มีเหตุผลนอกจากนี้ความรู้ยังเกี่ยวพันกับความบ้าด้วย ความบ้าเป็นสัจจะของความรู้ แต่ความรู้นี้เป็นสิ่งที่ไร้สาระการเรียนรู้ที่ผิดพลาดย่อมทำให้เกิดความบ้าพึงสังเกตว่าไม่มีการใช้อำนาจในวาทกรรมนี้
ฟูโกต์ได้ดำเนินการต่อไปว่าในช่วงกลางศตวรรษที่17 หรือในช่วงกลางยุคของเหตุผล ความบ้าเริ่มกลายมาเป็นผู้ที่ไร้เหตุผลสุดท้ายก็กลายเป็นคนบ้า คนบ้าจะถูกมองว่าเป็นชายขอบของสังคมและถูกแยกจากสังคมรวมทั้งถูกรวมให้อยู่กับพวกโสเภณีคนจรจัด คนดูหมิ่นศาสนา เด็กกำพร้า และอื่นๆโดยผ่านสถาบันที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ทั่วยุโรปสภาพหรือเงื่อนไขของพวกเขาได้รับการมองว่าผิดศีลธรรม เอาแต่ใจเป็นหนทางความไม่มีเหตุผลและต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ในสถาบันที่มีความพิถีพิถันมากเพราะเกี่ยวกับการลงโทษและรางวัลการทำโทษและการให้รางวัลนั้นก็เป็นเพราะอยากจะให้เขากลับกลายมาเป็น “คนปกติ”ฟูโกต์กล่าวว่าแรงผลักทางสังคมเป็นตัวกำหนดการกักกันและความต้องการในกลไกการรักษาแบบพิเศษเพราะต้องการให้คนบ้ากลับมาเป็นคนปกติและกฎการว่าจ้างคนว่างงานรวมทั้งค่าแรงด้วย(แรงงานราคาถูกที่หาได้ตามสถานที่กักกันเป็นตัวกดดันคนบ้าให้เป็นคนดีเพราะค่าแรงที่ไม่มีนายจ้างยังอยู่อย่างเป็นอิสระ)เขายังเสนออีกว่าการกัดกันนี้ทำให้คนบ้าเข้าหาหมอได้ง่ายขึ้น ซึ่งหมอก็จะมองความบ้าว่าเป็นวัตถุที่มีอยู่จริงบ้าจริง ผิดปกติจริง มีคุณค่าต่อการค้นหาสอบถามและแนวคิดที่ว่าความแตกต่างระหว่างคนบ้าและคนมีเหตุผลนั้นเป็นเพราะผลของการแยกแยะจากการการกักกันคนบ้าออกจากสังคม
ฟูโกต์อธิบายต่อว่าในยุคสมัยใหม่นั้นเริ่มเกิดขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่19พร้อมกับการเกิดขึ้นของสถานที่ที่รับดูแลเฉพาะคนบ้าภายใต้การให้คำปรึกษาของจิตแพทย์และสถานที่ที่รับเฉพาะคนบ้านี่เองเกิดขึ้นเพราะการผสมผสานกันระหว่างแรงจูงใจ 2ประการ 1. จุดมุ่งหมายอันใหม่ของการรักษาคนบ้าโดยให้ออกจากครอบครัวที่ไม่สามารถจะเลี้ยงคนบ้าได้ในบ้านเรือนของตน2. จุดประสงค์แบบเดิมของการกักกันบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาเพื่อปกป้องสังคมจุดมุ่งหมายทั้งสองประการนี้ในที่สุดก็หายกลายเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือมันกลายมาเป็นสถาบันเพียงแห่งเดียวที่จะให้การรักษาคนบ้าหรือลดทอนความบ้าของเขาจนเขากลายมาเป็นคนปกติได้อย่างไรก็ตามฟูโกต์เห็นว่าการรักษาในที่นี้เป็นเพียงแต่ในนามเท่านั้นเขามองเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งโหดร้ายและพยายามคุมคนบ้าจากการใช้หรือให้เหตุผล
โดยสรุปในงานชื่อ Madness and Civilization ฟูโกต์ได้ทำสิ่งที่เรียกว่าโบราณวิทยาของความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตวิเคราะห์ ฟูโกต์เริ่มต้นในยุคเรเนสซอง(the Renaissance) เมื่อความบ้าและเหตุผลยังไม่แยกออกจากกันอย่างไรก็ตามระหว่างปี 1650 จนถึง 1800 (อยู่ในยุคคลาสสิก)ความแตกต่างระหว่างความบ้าและเหตุผลเริ่มแยกจากกันและในที่สุดเหตุผลก็เข้ามาครอบงำความบ้า หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเขากำลังพัฒนา“บทสนทนาที่แตกหัก” (a broken dialogue)ระหว่างเหตุผลและความบ้า ในที่สุด ฟูโกต์ก็ประกาศผลสุดท้ายว่า
“ในที่นี้เหตุผลมาอยู่ในสภาวะที่บริสุทธิ์,เพราะเหตุผลเข้ามาครอบงำต่อความบ้าระห่ำที่ไร้เหตุผล.ในที่สุดความบ้าจึงถูกฉีกขาดจากอิสรภาพในเชิงจินตนาการ(imaginary freedom)ซึ่งทำให้ความบ้านั้นเป็นอิสระในยุคเรสเนสซองเมื่อไม่นานจากนั้นความบ้าเคยเดินงุ่มง่ามและไม่ตรงในงานเขียนโดยทั่วไป เช่น KingLear และ Don Quixote แต่ในระยะเวลาไม่นานนักประมาณครึ่งศตวรรษความบ้าถูกแยกขาดจากสังคมโดยอยู่ในความควบคุมของเหตุผล กฎเกณฑ์ของศีลธรรมและไปอยู่ในคืนของความซ้ำซากและน่าเบื่อ”
ในศตวรรษที่ 19จิตวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดก็ได้ย้ายการแยกย้ายคนบ้าออกจากคนดีหรือคนปกติในศตวรรษที่18 (คำว่าจิตวิเคราะห์ได้รับชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าการสนทนาแต่เพียงผู้เดียวของเหตุผลที่มีต่อความบ้า)ครั้งแรกยาจะถูกใช้กับคนบ้าเพื่อควบคุมคนบ้าแต่ในทางกายหรือศีลธรรมเท่านั้น ต่อมายาที่เกิดจากจิตวิทยาวิทยาศาสตร์ได้เข้าแทนที่การปฏิบัติที่เป็นศีลธรรมมากขึ้นยาที่เกิดจากจิตวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์จะให้ต่อคนบ้าเมื่อพวกเขากำลังหลงอยู่ในความผิดเท่านั้นต่อมาฟูโกต์ได้กล่าวว่าสิ่งที่เราเรียกว่าการปฏิบัติทางจิตวิทยาก็คือเทคนิคทางศีลธรรมพร้อมกับการสิ้นสุดศตวรรษที่ 18 เพราะมีสถานกักกันหรือสถานรักษาโรคประสาทด้วยเพราะสถานกักกันเหล่านี้เคลือบย้อมไปด้วยปฎิฐานนิยม (positivism) ดังนั้นสำหรับฟูโกต์แล้วจิตวิทยาและจิตวิเคราะห์คือความต้องการทางศีลธรรมไม่ใช่ความต้องการที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายที่คนบ้าที่ไม่สามารถปกป้องตนเองได้จากการช่วยเหลือจากคนปกติฟูโกต์มองเห็นคนบ้าว่าถูกพิพากษาโดยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จนกลายเป็นการขังคุกทางศีลธรรม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในแง่นี้ฟูโกต์ได้ปฏิเสธความก้าวหน้าทางยาทางมนุษย์ และทางวิทยาศาสตร์ในการปฏิบัติกับคนบ้าสิ่งที่เขาเห็นคือการเพิ่มขึ้นในความสามารถของคนปกติและนายหน้าของคนปกติ เช่นนักฟิสิกส์ นักจิตวิเคราะห์ นักจิตวิทยา เป็นต้น ในการกดขี่ และห้ามปรามคนบ้าซึ่งเมื่อก่อนนี้คนบ้าได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนปกติในศตวรรษที่ 17การพัฒนาในขั้นสุดท้ายคือในตอนนี้คนบ้าถูกพิจารณาโดยบุคคลภายนอกลดลงเพราะคนบ้าถูกควบคุมจากภายใน และการควบคุมจากภายในนี้คือสุดยอดของรูปแบบการปกปิดหรือกักกันโดยนัยนี้ฟูโกต์พยายามที่จะวิพากษ์มนุษยศาสตร์ เช่นจิตวิทยาและจิตวิเคราะห์โดยที่คนปกติจึงเข้าควบคุมคนบ้าโดยอาศัยศีลธรรมมาเป็นตัวนำหน้า
[1]การค้นหาความจริงจากประสบการณ์ มิใช่ด้วยทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นกลางและวัตถุวิสัย “ประสบการณ์”หมายรวมถึง อารมณ์ความรู้สึก จินตนาการ ความฝัน ความหวัง ความเชื่อเป็นต้น คำตอบของคำถามเรื่องธรรมชาติของสำนึกหรือประสบการณ์คือ การมุ่งความสนใจไปที่การพุ่งไปของเจตสำนึกการสำนึกไม่จำเป็นต้องพุ่งไปที่สิ่งที่มีอยู่ในโลกกายภาพเท่านั้นหากแต่สามารถพุ่งไปสู่สิ่งที่มีอยู่ในจินตนาการ และความทรงจำด้วยการสำนึกในรูปแบบนี้เองที่ทำให้สิ่งที่เราสำนึกมีความหมายต่อเรา และด้วยเหตุนี้เองปรากฏการณ์วิทยาเน้นเรื่องความหมายเป็นแกนกลางในการอธิบายสำนึก
หนังสืออ้างอิง
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. วาทกรรมการพัฒนา:อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น. สำนักพิมพ์วิภาษา:กรุงเทพฯ
กฤษณ์ จันทร์ทับ.บทความวิเคราะห์ มิเเช็ล ฟูโกต์ :ร่างกายใต้บงการปฐมบทแห่งอำนาจในวิถีสมัยใหม่.http://www.artsedcenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539325313&Ntype=9 เข้าถึงเมื่อวันที่5 มิถุนายน พ.ศ. 2556
WeerapongWorrawat. บทที่ 2 วาทกรรมกับการวิเคราะห์วาทกรรม.http://worrawat.exteen.com/20071128/2-discourse-and-discourse-analysis เข้าถึงเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556
Sila Phu-Chala.“วาทกรรม” คำนิยมร่วมสมัยของ Foucault.http://www.gotoknow.org/posts/469291 เข้าถึงเมื่อวันที่5 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ถิรนัย อาป้อง. อำนาจ: ว่าด้วยมโนทัศน์ทางแนวคิดทฤษฎี.http://chornorpor.blogspot.com/2011/09/blog-post_22.htmlเข้าถึงเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร. มิเชล ฟูโกต์: วาทกรรม อำนาจ ความรู้. http://www.ajarnjak.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=67616&Ntype=4เข้าถึงเมื่อวันที่ 5มิถุนายน พ.ศ. 2556
ไม่มีชื่อผู้เขียน.ทางบ้านไม่สอน "จรรยาบรรณ" TGT+ เสี่ยตาเรียกเรตติ้งฆ่า “เอมเมอรัล” ทั้งเป็นบนเวที
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9560000068959 เข้าถึงเมื่อวันที่5 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ไม่มีชื่อผู้เขียน. สับเละ! กรณี 'สิทธัตถะ เอมเมอรัล'จริยธรรมรายการโชว์..อยู่ไหน?
http://www.mgronline.com/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000066730 เข้าถึงเมื่อวันที่5 มิถุนายน พ.ศ. 2556
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์.ปรัชญาสกุลหลังสมัยใหม่ ไม่ใช่ยุคสมัยในมิติเวลา แต่เป็นท่าทีแบบหนึ่ง (2).
http://pjanderson.blogspot.com/2010/10/blog-post_08.html เข้าถึงเมื่อวันที่5 มิถุนายน พ.ศ. 2556