ผมได้แรงบันดาลใจจากการเขียน บันทึกความคิดนี้ จากการอ่าน ข้อความบนเฟสบุ๊คของ ผอ.มาณพ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองบุญชู ท่านเขียนว่า ......

"

ผมอ่านหนังสือไม่ค่อยเก่ง. แต่ผมอ่านจิตใจคนเก่ง. เด็กอาสารับกระเป๋า ผอ.ทุกวันอย่างเต็มใจ

ความจริง 3 ประการของการเรียนรู้คือ

  1. หลักการพึ่งตนเอง (หรือ สันฐิติโก)  กล่าวคือ จะเกิดการเรียนรู้ขึ้นได้กับใคร ก็ต่อเมื่อคนนั้น "ฟัง" "คิด" หรือ "ทำ" ด้วยตัวเขาเองเท่านั้น
  2. หลักของความจำเพาะตน (หรือ ปัจจัตตัง)  กล่าวคือ แต่ละคนจะเกิดการเรียนรู้แบบ "รู้จริง" ได้เฉพาะกับตนเองที่ "ฟัง" "คิด" และ "ทำ" เท่านั้น ไม่สามารถจะช่วยเหลือกันได้ ครูทำได้เพียงบอกทาง ชี้ทาง ชี้แนะเท่านั้น
  3. หลักความตั้งมั่นของจิต คือสติและสมาธิ กล่าวคือ คนจะ "ฟัง" "คิด" และ "ทำ" แล้วเกิดการเรียนรู้ได้ดี จะต้องมี สติและสมาธิ ปัจจัยที่ทำให้เกิด สติ คือ ความจงใจหรือตั้งใจ และความจำได้หรือความรู้เดิม ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิดสมาธิ คือความสุข ดังนั้น การเรียนรู้อย่างผ่อนคลาย มีความสุข สนุกที่ได้เรียนของนักเรียน จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด 

ขั้นโคนต้น

ความจริงนักเรียนเกิดการเรียนรู้ก่อนที่จะอ่านออก เขียนได้ นั่นหมายถึง เด็กจะคิดเป็นก่อนที่จะใช้การคิดเบื้องต้น เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมต่างๆ  โดยใช้เครื่องมือทางกาย ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย รับสัมผัสสิ่งต่างๆ ก่อนจะค่อยๆ ฝึกปรุงแต่งเป็น สัญญา ด้วยใจหรือจิต กระกอบเป็นสิ่งที่เรียกว่า  "เจตสิก" (ผู้สนใจธรรมะโปรดค้นต่อเถิด)  ดังนั้น ครูที่หน้าที่ "บอกทาง" หรือ "ชี้ทาง" จะต้องออกแบบให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่าน เครื่องมือทางกายเหล่านั้นอย่างหลากหลาย  ทำให้ ตาได้ฝึกดู หูได้ฝึก "ฟัง" จมูกฝึกแยกแยะ "กลิ่น" ลิ้นได้เรียนรู้ "ริ้มรส" และได้ฝึกสัมผัสลงมือ "ทำ" โดยสิ่งที่ครูต้องใส่ใจที่สุดคือ การหาวิธีทำให้นักเรียนมี "สติและสมาธิ" กับสิ่งที่ผ่านมายังเครื่องมือทางกายที่พวกเขามี  พูดให้สั้นๆ คือ "ฝึกใจ" ของนักเรียนให้ "เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม" นั่นเอง

ดังนั้น การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ในขั้นนี้ ไม่หมายความแคบเพียงแต่ อ่านหนังสือได้ เขียนหนังสือออก คิดบวกลบเลขได้ แต่ หมายถึง ความสามารถในการสื่อสารเบื้องต้น เข้าใจ ภาษาและวัฒนธรรมได้ ภาษาอีสานเรียกว่า "พูดรู้เรื่อง" นั่นเองครับ  หรือทางพุทธจะตรวจสอบทักษะ 4 คือ ฟัง คิด อ่าน เขียน นั่นเอง

ขั้นลำต้น

เมื่อมีทักษะสื่อสารแล้ว literacy ขั้นนี้ควรต้องสามารถประเมินค่า "สื่อ" หรือ "เลือกสื่อที่เหมาะสมได้" และ ใช้สื่อได้ เช่น ประเมินได้ว่า จริงหรือไม่จริง มีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล ดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควรทำ เป็นต้น   ผู้ที่มีทักษะ "ขั้นลำต้น" นี้จะสามารถอธิบายเป็นเหตุเป็นผลได้ว่า ทำไมถึงตัดสินใจอย่างๆ นั้นๆ   สรุปสั้นคือ "สื่อสารดี เลือกสื่อได้ และใช้สื่อเป็น"  การคิดระดับนี้เรียกว่า "การคิดอย่างมีวิจารณญาณ" (Critical Thinking)

ขั้นแตกใบ

สิ่งสำคัญที่สุดในยุคศตวรรษใหม่คือ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม  การอ่านออก เขียนได้ คิดเป็น สิ่งภายนอกเช่น ภาษาและวัฒนธรรม นั้นไม่พอ แต่คำว่า อ่านออก ควรกินความหมายครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่

  1. อ่านสถานการณ์ออก  คือเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง ในบริบทต่างๆ ครอบครัวของเรา โรงเรียนของเรา ชุมชนของเรา สังคมของเรา ประเทศของเรา โลกของเรา ....หรือแม้แต่ จักรวาลของเรา ฯลฯ รู้ว่าตนเองมี ศักยภาพ ความชอบ ความถนัด มีภูมิสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม อย่างไร
  2. อ่านเป้าหมายภายหน้า หรือ อ่านอนาคตออก  รู้ว่า กำลังทำอะไร เพื่ออะไร และวางแผนได้ว่าจะทำอย่างไรให้ บรรลุเป้าหมายด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ไม่ทำให้คนอื่นเดือนร้อน
  3. อ่านใจตนเองออก .....   สั้นๆ คือ เข้าใจตนเอง  ซึ่งจะนำมาสู่การ "เข้าใจผู้อื่น" หรือ อ่านจิตอ่านใจคนอื่นๆ ออกได้

เมื่อพร้อมมูลทั้ง 3 ด้านนี้แล้ว ความคิดสร้างสรรค์ จะผุดขึ้น หรือ "ผุดบังเกิด" ขึ้น ได้ .....  ตำราเขาว่างั้นนะครับ


โปรดอย่าเชื่อนะครับ ..... บันทึกนี้ "คิดเขียน" เป็นหลัก