ทุกข์และสุข มีอยู่คู่กับธรรมธาตุ (กายและจิต) ...

แต่ถ้าเข้าใจความหมายที่ถูกต้องแท้จริงของทุกข์และสุขอย่างรู้ทัน ก้จะสามารถบริหารทุกข์และสุขให้เกิดประโยชน์แก่ตนและสังคมได้

เริ่มต้นจากทุกข์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ชอบ แต่ก็มีเกิดขึ้นตามการกระทำ (กรรม) โดยเฉพาะการกระทำที่ประมาท (การที่ไม่ยอมทำตามปัญญาหรือความคิดที่ถูก (สัมมาทิฐิ) ของตนเองชี้แนะ) เมื่อประมาทก็เกิดทุกข์ โดยความหมายของทุกข์ หมายถึง ภาวะบีบคั้น ภาวะที่ถูกขัดขวาง ภาวะที่มีอุปสรรค หรือที่เรียกว่า "ปัญหา" เมื่อถูกบับคั้นมากๆ ก็เหมือนมีแรงมากระทำมาก มาก (เปรียบได้กับแรงกิริยาและแรงปฏิกิกริยา ซึ่งย่อมเท่ากันตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน - นักวิทยาศาสตร์อาจจะชอบฟังและเข้าใจได้ง่าย)  เราสามารถบริหารภาวะบีบคั้นนั้นให้เป็นโอกาส ด้วยอาการฮึดสู้ด้วยการออกแรงต่อต้าน (แรงปฏิกิริยา) ฮึดสู้ต่อปัญหา หรือทุกข์ที่เกิดเปลี่ยนแรงกระทำ (แรงกิริยา) เป็นแรงต้าน (แรงปฏิกิริยา) มุ่งที่การทำบางสิ่งบางอย่างที่ดีให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป ทุกข์เรื่องการงานก็ออกแรงต้านฮึดทำงานให้ดี ทุกข์เรื่องคู่ครองก็ออกแรงต้านทำตัวให้ดี ดูแลคู่ครองให้ดี ทุกข์เรื่องลูก ก็ออกแรงต้าน หาวิธีเลี้ยงลูกให้ดี ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวลูกให้มาก มาก ก็จะเปลี่ยนวิกฤตจากทุกข์เป็นโอกาส

ส่วนเรื่องสุข มักเป็นสิ่งที่มนุษย์ชอบ ... แต่พอสุขมักบริหารไม่ดี สุขแล้ว สบาย เพลิดเพลิน นอนหลับ เสพสม จึงพลาดโอกาสที่จะใช้ต้นทุนความสุข หรือภาวะความสุขให้เกิดประโยชน์แก่ตน และสังคม โดยความหมายของสุข หมายถึง ความสะดวก ความคล่อง ความสบายกาย สบายใจ การใช้โอกาสของภาวะสุข คือ เมื่ออยู่ในภาวะสุข ก็ต้องตั้งใจทำสิ่งดีๆ ให้เกิดผล เพราะกายพร้อม ใจพร้อม ... สุขเรื่องงาน สุขเรื่องครอบครัว ก็ตั้งใจทำงานให้ดี ให้มากขึ้นไป ให้เวลาพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวให้มากขึ้น ...

เหล่านี้ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากภาวะทุกข์ และสุขได้ ...