GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ปุจฉาวิสัชณาธรรม พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี-2

ปุจฉาวิสัชณาข้อ 1,2

 ต่อจากบันทึกที่แล้วครับ

ปุจฉาวิสัชณาธรรม พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี


คำถามข้อแรก

ทำไมท่านจึงถูกตั้งฉายาว่าพระไฮโซ ท่านตั้งใจสอนแต่คนไฮโซหรือ

ผมเพิ่งทราบจากรายการนี้เช่นกันที่ท่านถูกตั้งฉายาอย่างนี้ ท่านตอบได้น่าสนใจดังนี้ครับ เนื่องด้วยกลุ่มคนไฮโซเพียงหยิบมือเดียวนั้นหากไม่มีธรรมะไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจแล้ว จะสามารถก่อความเสียหายร้ายแรงได้ต่อคนรอบข้าง ต่อประเทศชาติและต่อโลก ดังนั้นท่านจึงเน้นในคนกลุ่มนี้ได้สัมผัสธรรมะ แต่ก็ไม่ใช่ท่านจะทิ้งคนที่โลโซ เพราะพระจะต้องสอนได้ทั่วบุคคลไม่ว่ายากดีมีจนเช่นไร (รายละเอียดมากกว่านี้ครับแต่จะซ้ำกับข้อหลังๆ ผมขอยกยอดไปข้อหลังแทน)  


คำถามข้อสอง

ทำไมพระท่านหนีสบายไปอยู่ฝ่ายเดียว ปล่อยให้ชาวโลกเป็นทุกข์

คุณสัญญาอธิบายเพิ่มว่า หากพระมุ่งไปสู่นิพพานแล้ว ท่านก็ไปสบายอยู่ลำพัง เวลาบ้านเมืองเดือนร้อนวุ่นวาย ท่านก็ปลอดภัยอยู่ฝ่ายเดียว

พระมหาวุฒิชัยท่านตอบดังนี้ครับ
ที่คุณสัญญาพูดนั้นหมายถึงเช่นนี้หรือไม่ คือ ปัจจัยอาหารมีคนตักบาตรให้พระ ปัจจัยอื่นๆ มีคนถวายทานแก่พระ ส่วนเวลาชาวบ้านเดือดร้อนพระท่านไม่ยุ่งเกี่ยว พระมีแต่รับข้างเดียวใช่ไหม...

คนย่อมมีกิจธุระของตน พระมีกิจธุระของพระเช่นกัน พระมีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ตอบว่าไม่ แต่พระมีหน้าที่สอนคนที่อยู่ในการเมืองให้มีธรรมะ หากนักการเมืองมีธรรมแล้ว ประชาชนจะเดือดร้อนหรือไม่ หากนักการเมืองไม่มีธรรมประชาชนจะเป็นอย่างไร ท่านยังเสนอแนะให้นักการเมืองให้มีการเชิญไปรับธรรมะด้วยซึ่งผมฟังแล้วน่าสนใจมาก ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองครับ คนทุกคนควรจะมีการเข้ารับฟังธรรมะบ้างตามแต่ความสามารถของตนที่จะเข้าถึง  


คำถามข้อสาม

คนเราตายแล้วไปไหน/ ผีมีจริงหรือไม่

คำถามข้อนี้ตอบยาวมากครับข้อติดไว้ก่อนนะครับ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 53756
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

เป็นการนำเสนอในสิ่งที่ผมกำลังสนใจอยู่พอดีเลยครับ...

ขอบคุณครับ

ขอบคุณที่มาสรุปให้ค่ะ   

อยากรู้ในข้อที่ 3 ว่าคนตายแล้วไปไหนมาก ๆ รีบเขียนนะจ๊ะ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้าเยี่ยมครับ

ตอนนี้กำลังวุ่นๆ กับการทำ PCT เบาหวาน อยู่ครับถ้าว่างแล้วจะรีบมาลงให้

ข้อมูลยาวครับแต่พิมพ์ไปบางส่วนแล้ว

พูดถึง พระ ว.วชิรเมธี...ผมติดอกติดใจแนวคิดข้อนึงของท่านพอสมควร นั่นคือ...

 
ก็อปปี้มาจาก ผู้จัดการออนไลน์ครับ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000032193

รักพ่อต้องทะเลาะกัน...อย่างสร้างสรรค์(พระราชปัญญาเมธี)

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้ หลายคนอาจกำลังเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ส่งเสียงออกมาว่า "ไม่ไหวแล้ว" พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ผู้ช่วยผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติ ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาปรองดองและสามัคคีกันโดยยกคำกล่าวของ พระพิศาลธรรมพาที หรือ พระพยอม กัลยาโณ ที่ว่า "รักพ่ออย่าทะเลาะกัน"

แต่ ว.วชิรเมธีกลับมีความเห็นต่างในประเด็นนี้ว่า

"การทะเลาะเพื่อชาติครั้งนี้ อาตมาคิดว่าถ้าเราผ่านได้อย่างสันติ ประเทศไทยมีความหวังมาก เพราะเราจะได้ชำระสะสางการเมืองการปกครองของไทย ที่ทุกวันนี้เป็น Free Market Democracy เป็นประชาธิปไตยแบบการตลาดเสรี แต่จะทำยังไงให้มันเป็นธัมมิกประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่อาตมากำลังสนใจมาก

"สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้แหละคือ การทบทวนรากฐานของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงของสังคมไทย ซึ่งถ้าเราก้าวข้ามตรงนี้ไปได้ไม่เพียงแต่เราจะสามารถปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ แม้แต่ระบบความคิดความเชื่อของสังคมไทยก็จะได้รับการปฏิรูปไปด้วย

"ใครก็ตามที่บอกว่า รักพ่ออย่าทะเลาะกัน อาตมาไม่เห็นด้วยเพราะมันเป็นวาทกรรมที่ฟังดูดีมาก แต่ถ้าเรารักพ่อแล้วเราไม่ทะเลาะกัน ในความหมายที่เป็นการทะเลาะอย่างสร้างสรรค์อย่างทุกวันนี้นะคงไม่ถูกต้อง

"ทุนนิยมเป็นลัทธิที่ไม่เหลียวแลจริยธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าบอกว่ารักพ่ออย่าทะเลาะกันนั่นเท่ากับว่าเรายอมประนีประนอมกับความชั่ว ความเสื่อม กับทุนนิยมเพียงเพื่อขอให้คนอย่าขัดแย้งกัน คำพูดอย่างนี้อาตมาไม่เห็นด้วย อาตมาอยากจะบอกว่ารักพ่อควรทะเลาะกัน เพราะการทะเลาะกันหรือการปะทะสังสรรค์ทางความคิดเห็นที่แตกต่าง เป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ของประชาธิปไตย เช่นเดียวกันเป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ของธัมมิกสังคมนิยมด้วย ทุกครั้งที่มีการปะทะสังสรรค์ทางปัญญาครั้งใหญ่อาตมาเชื่อว่าจะเกิดสิ่งที่ดีขึ้น

"ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงย่อมมีความเจ็บปวด ถ้าเราไม่ยอมเจ็บปวดเราก็หยุดอยู่กับที่ และไม่มีพัฒนาการ"

เห็นด้วยกับที่คุณโอว่ามา

การปกครองใดท่าไม่มีธรรมนำหน้าการปกครองนั้นย่อมเสื่อมลงเร็ว

ไม่ได้หมายความว่าการปกครองโดยมีธรรมจะไม่เสื่อมนะครับ แต่คนต่างหากที่จะเสื่อมเห็นแก่ตัวเข้าสักวันหนึ่ง แต่อาจช้านานกว่า