คนเราล้วนโหยหาพื้นที่ชีวิตด้วยกันทั้งนั้น
ผมเองก็เช่นกัน  
ในยามหม่นหมองกับเรื่องราวของชีวิต
ผมมักปลีกวิเวกมาอยู่กับตัวเอง อันหมายถึงมาอยู่กับความคิดตัวเอง
หรือแม้แต่การปล่อยให้ชีวิต-ความคิดได้ชำระตัวเองผ่านวิธีการของมันเอง

แก่งเลิงจาน เป็นสถานที่อันดับต้นๆ ที่ผมไม่ลังเลที่จะเลือกในห้วงยามเช่นนั้น
บางครั้งก็ไปเยือนก่อนดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้า
บางครั้งก็ไปเยือนในห้วงรัตติกาล..ดึกสงัด




แก่งเลิงจาน เป็นสวนสาธารณะของชาวเมืองมหาสารคาม  
มีต้นไม้น้อยใหญ่  แอ่งน้ำ  และสันเขื่อนให้ผู้คนได้วิ่งและเดินออกกำลังกาย 
หรือแม้แต่มีพื้นที่อันวิเวกให้ผู้คนได้มาเสวนาใจกันอย่างเงียบๆ  แบบเป็นส่วนตัวๆ 
ก็ด้วยความวิเวกนั่นแหละ
แก่งเลิงจานจึงกลายเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงของการก่ออาชญากรรมต่างๆ ได้โดยง่าย 
ซึ่งก็เกิดขึ้น (บ้างแล้ว)  แล้ว –

แต่โดยรวมแล้ว  ผมชอบแก่งเลิงจานด้วยเหตุผลหลายประการ -
เมื่อครั้งแรกหนุ่มเป็นนิสิต 
เคยได้ไปรับน้องที่นั่น, พาสาวในฝันไปนั่งเล่นที่นั่น 
ครั้นวัยหนุ่มตอนปลายเยี่ยงวันนี้ 
กลับหลงรักท้องน้ำยามเย็นและยามดึกเป็นที่สุด
เสียงคลื่นที่เป็นมิตร กังวาน.. ถึงแม้จะปนเปไปด้วยเสียงความเงียบเศร้าไปบ้าง
แต่ผมก็ยังหลงรักที่จะฟังเสียงคลื่นอย่างไม่รู้หน่าย

เฉกเช่นกับการได้เห็นดวงตะวันคล้อยต่ำ สาดแสงลามเลียบท้องน้ำ
ราวกับมารดากำลังเช็ดถูบนร่างกายของบุตรด้วยความรักอันพิสุทธิใส 
ครั้นตกดึก
หลายต่อหลายครั้งฟ้าเปิดโล่งเห็นดวงดาวหลากดวงกะพริบพราวอย่างมีชีวิต
ชวนให้คิดถึงชานบ้านในอดีตกาลที่ยากยิ่งต่อการหวนกลับไปท่องเล่นได้


<p>ครับ- ในวิถีที่ชีวิตปรารถนาการหนุนเสริมพลังชีวิต
เราล้วนต้องมีพื้นที่เป็นของตัวเอง
เราล้วนต้องมีวิธีการเติมพลังชีวิตของตัวเอง
พื้นที่ตรงนั้น อาจเพียงเล็กแคบราวกับรูหู
แต่เป็นมิตรให้เราได้สามารถคิดและลงมือทำ
หรือชำระตัวเองได้อย่างไม่เคอะเขิน
ผมว่านั่นเป็นสิ่งอัน
ยิ่งใหญ่อย่างมหาศาล</p>

<p>ความทุกข์โศก อ่อนแอ และอ่อนล้า
ล้วนเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญของการมีชีวิต-ใช้ชีวิต
ขึ้นอยู่กับว่าในห้วงอันแสนลำบากนั้น
เรามีพื้นที่รองรับตัวเองแค่ไหน
เรามีวิธีการชำระตัวเองอย่างไร
</p>

</span><p>ผมว่านั่นต่างหาก
คือคำถามอันสำคัญที่เราต้องค้นหาให้เจอ —
</p></span>