การทำนาตามหลักวิชาการ ผ่านมาจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว ตามแผนเดิม คือจัดงานเก็บเกี่ยวอย่างเป็นทางการ แล้วเรียนเชิญทั้งอาจารย์และนิสิตมาร่วมกันเก็บเกี่ยวด้วยเคียวมือ แต่ความฝันไม่ได้เป็นจริง วันที่ 12 พฤษภาคม 2555 ผมได้ข่าวจากลุงเด่นว่า สอบต. ประสาท เจ้าของพื้นที่นาแปลงสาธิต ถามว่าจะจัดงานวันเก็บเกี่ยวหรือไม่  หากไม่จัดงานจะใช้รถเกี่ยวข้าวเกี่ยวทั้งหมด ด้วยภารกิจที่หลากหลาย ทำให้เราไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของงานนี้ไว้ต้นๆ เลยบอกกลับไปยังน้าสาทว่า ลุยเลย .... แล้วรีบเดินทางไปดู พบเห็นดังภาพ

ทุกอย่างเรียบร้อยครับ รถเกี่ยวข้าวไปแล้ว หลังจากเกี่ยวเสร็จนำไปขายแล้ว ผมสอบถามน้าสาท ได้ความว่า เพื่อความสะดวกให้รถเกี่ยวรวมกันเลย ข้าวนาปรัง พันธุ์ 31, 41, 47, และข้าวหอมภูพาน ถูกเกี่ยวรวมกัน ไปขายรวมกัน ไม่มีปัญหาเพราะว่า น้าสาทบอกว่าเราจะไม่เอาพันธุ์ข้าวปลูกจากแปลงนี้แล้ว

ขายข้าวได้ราคาประมาณ 8,000 บาท ได้ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมันสูบน้ำ ค่ารถไถ ค่าเหนือยนิดหน่อย ..... พอดี.....ปริมาณข้าวที่ได้น้อย เมื่อเทียบกับแปลงข้างๆ ที่ใช้ปุ๋ยเคมีนี้ อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ "ผบ.ทบ." (ผู้บังคับบัญชาที่บ้าน) ของน้าสาท ตัดสินใจฟ้าผ่า ไม่เอาแล้วในปีหน้า....... 

จบโครงการบริการวิชาการสู่ชุมชนบ้านแสนสุข ผม AAR กับตนเอง ดังนี้ครับ

  • มีชาวบ้านแสนสุขและตัวแทนเกษตรกรใกล้เคียงจำนวนอย่างน้อย 12 คน นิสิต 4 คน อาจารย์ 3 ท่าน ได้เรียนรู้วิธีการทำนาตามแนวทางเกษตรอินทรีย์จากลุงเด่น ระวิโรจน์...... ผมเองมีความมั่นใจว่า หากตกงานขึ้นมา ผมจะกลับไปทำนาแบบนี้ที่บ้านผมแน่นอน
  • เมื่อกี้ผมยกหูโทรศัพท์คุยกับ สอบต.ประสาท หรือน้าสาท เจ้าของพื้นที่นา ซึ่งเริ่มต้นอาสาเข้ามาร่วมงานนี้เต็มที่ ท่านสะท้อนว่า จากที่ไปศึกษาดูงานมาทั้งหมดก็หลากหลายสถานที่ แต่ที่ดีและประทับใจที่สุดก็คือตอนไปดูงานคราวนั้น.... เท่านี้ผมก็มีกำลังใจทำงานต่อแล้วครับ
  • คณะวิทย์ชิดชาวบ้านมากกว่าเดิมเพิ่มอีกเยอะครับ ..... ตอนหลังผมตั้งปณิธานที่จะตะลุยพัฒนาทางการศึกษา ชุมชนและสังคมส่วนใหญ่เป็นครู ผอ. และบุคลากรทางการศึกษา..... แต่ยังไง ผมก็ยังเป็นลูกชาวนา เหมือนเดิม...

ขอขอบคุณทุกท่านที่มีจิตกุศลกับทุกคนที่ทำหน้าที่ปลูกข้าวให้คนกินครับ

สาธุ