ผมอยากเล่าช่วงที่ผมทำงานเป็น OD Consultant ให้บริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง หน้าที่หลักของเราคือช่วยให้ผู้บริหารระดับที่เขาเรียกว่า Talent หรือระดับดาวรุ่ง เอา Dialogue ไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ประมาณเรียนแล้วเอาไปใช้จริง  เราทำอย่างไรครับ เราก็สอน (ลูกค้าเชิญคนอื่นมาสอน) ส่วเรามีหน้าที่ช่วยเขาทำให้เกิดจริง  ดังนั้นคนเรียนเมื่อเรียนเสร็จ ก็จะเอาไปทำจริง คือลองหาคนที่จะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยสักสามคน  ประมาณว่าเมื่อเอา Dialogue ไปใช้เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นการสร้างสรรค์ร่วมกัน หรือ (Co-creation) ตามสิ่งที่เราคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นตามแนวทฤษฎี Theory U 

ทำยังไงครับ เราใช้ KM (ชาว OD ที่ไม่คุ้น จะอธิบายเพิ่มเติมโดยละเอียดอีกครับ) ซื่อๆเลย เขาเอาไปใช้ ประมาณทำการบ้าน หนึ่งเดือนถัดมาเราจะนัดเขาคุยเป็นกลุ่ม แนวทางคือมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ขาก็เอามาเล่าว่าทำอะไรไปบ้าง ที่ปรึกษาก็แชร์ประสบการณ์ของตนเอง แลกเปลี่ยนกัน (เราเรียกว่าการทำ Socialization โซเชียลไลเซชั่น หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำได้กับคนในระดับเดียวกัน หรือระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ก็ได้ ใช้การคุย หรือการสังเกตก็ได้ ) 

                           

                                            Cr: http://www.ur.umich.edu/0809/Jan26_09/03.php


ปรากฏการณ์ที่เห็นมีดังนี้ครับ

1.  มีคนทำกับคนไม่ทำ น้อยคนจะทำประมาณ 5 คนจะทำสักคน แต่พอเอามาเล่า ก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่เหลืออยากทำบ้าง นี่คือประโยชน์เห็นๆ ของ KM

2.  บางคนงงครับ ไม่ทำ เพราะคิดว่าการทำ Dialogue นั้น ต้องทำในห้องประชุมใหญ่ๆ พร้อมกันหลายคน เลยไม่ทำ พอเราบอกว่าไปทำที่ไหนก็ได้ หน้าลิฟท์ก็ได้ หัวใจของมันอยู่ที่การห้อยแขวน คือฟังดีๆ อย่างลึกซึ้ง ฟังมากๆ แล้วค่อยคุญ ไม่พยายามเปลี่ยนใคร เท่านั้นเอง พอเคลียร์ได้ ครั้งต่อไปทำเลย

3.  บางคนทำแล้ว แต่นึกว่าไม่ได้ทำก็มี ตรงนี้จะพบระหว่างการทำ KM เราก็บอก “พี่ๆ ที่พี่ทำน่ะใช่ ลองยกระดับในทำที่ทำงานสิ” แค่นี้เอง เขาก็ไปต่อได้แล้ว

4.  บางคนทำแล้วสำเร็จเล็กๆ เช่นไปทำกับลูก... “ใช่เลยพี่” ทำต่อเลย...

5.  บางคนก็ได้เทคนิคจากเพื่อน เพราะหลังจากเดือนแรกผ่านไปแล้ว ปรากฏว่าแต่ละคนมีการปรับปรุงวิธีการทำ Dialogue ขึ้นมา ซึ่งไม่เหมือนของอาจารย์แล้ว

6.  เดือนที่สองเริ่มสนุกมากขึ้น เราเริ่มเห็นการสร้างสรรค์ร่วมกัน เริ่มเห็นการไปทำ Dialogue ในที่ประชุมกับลูกน้อง กับลูกค้า จากเดิมวงเล็กๆ คราวนี้ขยายวงใหญ่ขึ้น จากที่บ้านขยายไปวงที่ประชุมกับลูกค้า

7.  เดือนที่สองเห็นการเปลี่ยนแปลงตามเส้น Theory U ของผู้บริหารหลายคน แม้ไม่กี่คน แต่ทำให้คนที่เหลือเชื่อมั่นมากขึ้น

8.  เห็นชัดเลยว่าพอเดือนที่สอง ขึ้นเดือนที่สาม มีการขยายวงของวง KM ไปในวงของลูกศิษย์เอง มีการโทรคุยกันมากขึ้น หาทางนำไปขยายมากขึ้น

9.  จากวงเล็กๆ สามคน เข้าใจว่างานนี้ขยายผลเกิดการสร้างสรรค์ร่วมกันไปกว่า 300 คน ครอบคลุมตั้งแต่ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และลูกค้า เห็นการค้นพบ “จุดบอด” ของคนทำ เห็นการคลี่คลาย การเปลี่ยนไปในทางที่ดีมากกว่าเดิม

10.  เชื่อว่าถ้าไม่มีวง KM ก็ยากที่จะขยายได้ขนาดนี้ เป็นอะไรที่คุ้มค่าและควรมียิ่ง สักสามเดือนอย่างต่ำครับ


                           

ผมเห็นว่าการจะบ่มเพาะทักษะการทำ Dialogue และการสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบ Theory U นั่นได้ บทบาทสำคัญอยู่ที่เลื้องหลังคือ การจัดวง KM ครับ ที่ก็ต้องคมๆ หน่อย นอกจากนี้เราเสริมการทำ KM ด้วยการสนทนาแบบพิเศษ นั่นคือ Appreciative Inquiry ด้วย ส่วน Theory U เราเพิ่มแนวคิด 10-10-10 เข้าไปในส่วนของ Co-Creation มันคืออะไร ลองติดตามรายละเอียดในตอนต่อไปครับ  

วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

Knowledge Creating Company

Theory U