รูปแบบความรักของมนุษย์ที่เราพบเห็นเป็นปกติในสังคม
ก็คือ ความรักระหว่างต่างเพศ คือ ชายรักหญิง หญิงรักชาย
เป็นจุดเริ่มต้นของระบบครอบครัว เกิดประเพณีแห่งความรักตามมา เช่น การหมั้น
การสู่ขอ การแต่งงาน การมีบุตรสืบสกุล เกิดหน้าที่ของพ่อแม่บุตรธิดา เป็นต้น
เป็นระบบวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคม เหล่านี้ล้วนมีความรักเป็นที่ตั้ง
ที่สังคมยอมรับและยึดถือปฏิบัติเป็นรูปแบบต่อๆ กันมา
จุดประสงค์ในการแต่งงานเพื่อมีบุตรสืบสกุลและสร้างระบบครอบครัวที่มั่นคง
แต่ในสังคมปัจจุบันรูปแบบความรักเปลี่ยนไป แตกต่างไปจากรูปแบบเดิม เกิดรูปแบบความรักแบบใหม่ขึ้น
ซึ่งไม่ใช่แบบชายรักหญิง หรือ หญิงรักชาย เพียงอย่างเดียว นั่นคือ “ความรักระหว่างเพศเดียวกัน” ชายรักชาย หรือ
หญิงรักหญิง มีชื่อเรียกต่างๆ กันไป เช่น เกย์ กระเทย ทอม ดี้ เป็นต้น
รูปแบบความรักใหม่เริ่มมีมากขึ้นในสังคม หลายคู่แสดงออกอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน
และอีกหลายคู่ไม่ต้องการเปิดเผยพยายามปกปิดไม่ให้สังคมรับรู้
เป็นปรากฏการณ์จริงในสังคมปัจจุบัน
ความรักระหว่างเพศเดียวกันในสังคมวัฒนธรรมไทย
มีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย หลากหลายทัศนะในเรื่องนี้
ซึ่งเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเด็นใหญ่ คือ สิทธิเสรีภาพ
และ วัฒนธรรมสังคมไทย หลายคนก็อ้างสิทธิเสรีภาพว่าเป็นสิ่งทำได้
เป็นสิทธิของแต่ละคน บังคับกันไม่ได้ ไม่ควรไปกีดกัน
ส่วนทัศนะมุมมองทางสังคมวัฒนธรรมไทย
ก็อ้างว่าเป็นการไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยที่ดีงามและที่เคยยึดถือปฏิบัติมาในอดีต
การปฏิบัติเช่นนี้เป็นการทำลายวัฒนธรรมแบบไทย
ไปหลงยึดเอารูปแบบปฏิบัติทางวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้เป็นการไม่เหมาะสมในสภาพของสังคมไทย
ถามว่า
พระพุทธศาสนามองเรื่องความรักระหว่างเพศเดียวกันเป็นอย่างไร ? ก่อนอื่นควรพิจารณากว้างๆ ก่อนว่า พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่เป็นกลางๆ
ที่เรียกว่าการปฏิบัติแบบมัชฌิมาปฏิปทา
คือการยึดหลักทางสายกลางไม่สุดโต่งทางใดทางหนึ่ง มองอย่างความเป็นเหตุเป็นผล
มองมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการที่จะพัฒนาตนเอง
เป้าหมายของพระพุทธศาสนาก็คือการเข้าถึงนิพพานดับทุกข์เป็นที่สุด
หลักคำสอนมีหลากหลายระดับทั้งที่เป็นโลกียะ (เข้าถึงความสุขในโลกนี้และโลกหน้า) และโลกุตตระ
(เข้าถึงนิพพาน) ที่มีเป้าหมายสู่พระนิพพาน เมื่อมองในแง่การบรรลุธรรมแล้ว
มนุษย์ทั้งชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
โอกาสเท่ากันในการพัฒนาตนเองที่จะเข้าถึงบรรลุธรรม
นิพพานเป็นจุดหมายที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่จำกัดชาติชั้น หญิงชาย เมื่อบุคคลทุกคน มีฉันทะ
เพียรพยายาม ปฏิบัติถูกต้องก็สามารถบรรลุนิพพานได้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “ทางนั้น ชื่อว่าทางสายตรง ทิศนั้นชื่อว่าทิศไม่มีภัย รถชื่อว่ารถไร้เสียง
ประกอบด้วยล้อคือธรรมมีหิริเป็นฝา มีสติเป็นเกราะกั้น ธรรมรถนั้น เราบอกให้
มีสัมมาทิฏฐินำหน้าเป็นสารถี บุคคลใดมียานเช่นนี้จะเป็นสตรีหรือบุรุษก็ตาม
เขาย่อมใช้ยานนั้นถึงในสำนักแห่งนิพพาน” หลักฐานจากพุทธพจน์แสดงให้เห็นท่าทีจุดยืนของพระพุทธศาสนาต่อเรื่องชายหญิงในแง่ทางจิต
มนุษย์ทุกคนมีสิทธิโอกาสเท่าเทียมกันในการบรรลุธรรม
เมื่อมองประเด็นในแง่วินัยหรือกายภาพ
หลายคนอาจมองพระพุทธศาสนาว่าไม่ให้เรื่องสิทธิเสรีภาพในการบวช
มีการจำกัดเรื่องสิทธิของหญิงชาย จำกัดเรื่องเพศ เช่น
การกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะบวชเป็นพระภิกษุ ต้องเป็นบุรุษสมบูรณ์เท่านั้น
ไม่อนุญาตให้ชายที่เรียกว่า “บัณเฑาะว์” และ “อุภโตพยัญชนก” บวชเป็นภิกษุได้
หรือจัดเป็นอภัพพบุคคลแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา
และอีกเรื่องพระพุทธศาสนอาจถูกมองว่าจำกัดสิทธิหญิงคือการบวชเป็นภิกษุณี
มีข้อกำหนดในการบวชที่เข้มงวดมาก และข้อบัญญัติมากมายในการเป็นภิกษุณี
ดูประหนึ่งว่าไม่ต้องการให้ผู้หญิงบวชในพระพุทธศาสนา เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว ประเด็นเหล่านี้เป็นคนละประเด็นกับเรื่องการบรรลุธรรม
แต่เป็นเรื่องของกายภาพ การบัญญัติวินัยต่างๆ นั้น
ทรงต้องการให้เอื้อต่อการเข้าถึงธรรมมากกว่าที่จะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพแห่งหญิงหรือชาย
เมื่อให้กระเทยเข้ามาบวชอยู่ร่วมกันกับหมู่ภิกษุที่เป็นชายอาจเกิดผลเสียหายมากกว่า
ส่วนการไม่ต้องการให้หญิงบวชในพุทธศาสนานั้นก็ทรงมองในแง่กายภาพของหญิงมากกว่า
โดยธรรมชาติผู้หญิงมีร่างกายบอบบางไม่เหมาะที่ในป่าเขาลำเนาไพรอยู่ตามลำพังและอาจเป็นผลเสียเมื่อหญิงชายอยู่ใกล้กัน
จะทำให้เกิดเรื่องที่ไม่ดีไม่งาม เป็นประเด็นที่จะให้ลัทธิอื่นนำไปเป็นข้อกล่าวหาโจมตีพระพุทธศาสนาได้
หนังสืออ้างอิง มณฑิรา
พรศาลนุวัฒน์. จิตวิทยาของความรัก. http://www.thaiclinic.com/medbible/love.html เข้าถึงเมื่อวันที่
13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 สยาม ราชวัตร.ความรักเพศเดียวกันในทัศนะพระพุทธศาสนา. http://www.baanjomyut.com/library_2/sex_love_in_buddhism/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม
พ.ศ. 2556