ปิยโต
ชายเต โสโก
ปิยโต ชายเต ภยํ
ปิยโต วิปฺปมุตฺตสฺส
นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ
ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีความเศร้าโศก
ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีภัย
เมื่อไม่มีความรักเสียแล้ว
ความเศร้าโศกและภัยก็ไม่มี.
นี่มาจากพุทธวจนะ แสดงให้เห็นว่าความรักย่อมนำมาซึ่งสิ่งที่เป็นความเศร้าและความโศก ถ้าไม่อยากเศร้าและไม่อยากโศก ก็จงไม่มีความรัก แล้วรักแบบไหนหละที่พุทธศาสนาไม่อยากให้เข้าไปเกี่ยวข้อง
ความรักในทางพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ก็คือ
1. ความรักที่เกิดจาก กามฉันทะคือเป็นรักที่ความเร่าร้อน
ความกระหาย ที่อยากจะได้ในสิ่งที่ตนพึงปรารถนาหากได้ตามใจปรารถนาแล้ว ผู้นั้นก็จะมีความชื่นชมยินดี
มีความสุขทั้งกาย และใจถ้าต้องประสบกับความผิดหวัง
จิตของผู้นั้นจะมีแต่ความโทมนัส เศร้าโศกเสียใจบังเกิดเป็นความทุกข์กายติดตามมา กินไม่ได้
นอนไม่หลับ
ร่างกายซูบซีดเศร้าหมอง เบื่อโลก เบื่อชีวิต เบื่องานเบื่อการ
มีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่ายขาดสติสัมปชัญญะ หาทางเบียดเบียนคู่ต่อสู้ด้วยวิธีการและรูปแบบต่างๆ
ซึ่งเป็นการผิดศีลหากยังไม่สมปรารถนาอีก บางคนก็อาจจะคิดสั้นก่ออกุศลกรรม
สร้างทุกข์โทษให้แก่ตัวเอง คือ การอัตวินิบาตกรรมและหรือ
แก่ผู้อื่นด้วยวิธีการอื่นๆ เท่าที่อกุศลเจตนาจะพาไป
2. ความรักที่เกิดจาก เมตตาซึ่งมีอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์โดยทั่วถ้วนหน้า
โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น วัย เวลา สถานที่และสามารถแผ่กระจายไปได้ทุกหนทุกแห่งอย่างไม่มีขอบเขตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตวิญญาณของมนุษย์ตั้งแต่ต้น ยกเว้นผู้ที่มีความพิการทางสมองซึ่งไม่สามารถกระตุ้นจิตวิญญาณให้เกิดอารมณ์ในลักษณะ
นี้ขึ้นได้ นิยามของความรัก ที่เทียบธรรมในทางพุทธที่ใกล้เคียงที่สุดคือพรหมวิหาร 4 (พรหม = ที่พึ่ง, วิหาร= เครื่องอยู่) =
ธรรมของความเป็นที่พึ่งพาได้คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
1. เมตตาคือ ความรัก,ความปรารถนาให้เขามีความสุข, แผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า
2.กรุณาคือ
ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์,ความหวั่นใจ
เมื่อเห็นผู้อื่นมีทุกข์ คิดหาทางช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ของเขา
3.มุทิตาคือ ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี,เห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข
ก็แช่มชื่นเบิกบานใจด้วยเห็นเขาประสบความสำเร็จเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจ
พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนไม่กีดกันริษยา
4. อุเบกขาคือ ความวางใจเป็นกลางไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง, ความวางใจเฉยได้
ไม่ยินดียินร้ายเมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุ
และรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไปตามธรรม หรือตามควรแก่เหตุนั้น
เมื่อนิยามความรักแล้ว
คำบรรยายความรักในทางโลกสำหรับผู้ยังมีกิเลส(กิเลส สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง,
ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด
ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์)ยังไม่ใช่ความรักที่บริสุทธิ์ตามพรหมวิหารธรรมล้วน ๆ
ยังเจือปนไปด้วยอุปกิเลส(คือโทษเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ทำจิตใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว
รับคุณธรรมได้ยากความสุขจากการกระทำกรรมดีร่วมกันมาจะส่งผลก่อน
ดึงคนสองคนเข้ามาหากันและหลังจากนั้นกรรมไม่ดีจะเริ่มแสดงตัวที่ทำให้เกิดความทุกข์ระหว่างกัน
ทะเลาะกัน
ความรักทุกชนิดของปุถุชน จะเจือปนด้วยกิเลสได้เสมอแม้แต่การรักลูก
ตราบที่ยังมีลูกของเรา(ต้องดี ต้องเก่ง ต้องเยี่ยม ต้องสวย ต้องหล่อกว่าคนอื่น)จนความรักกลายเป็นการผลักดันลูกให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้โดยอ้างความรัก ความ
รักของปุถุชนหนุ่มสาวที่ยังมีกิเลส มีกามราคะ(ความพึงใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) เริ่มจากตาเห็นรูป
แล้วจิตที่ยังมีอวิชชา มีความหลงครอบงำ เริ่มปรุงแต่งว่า เมื่อรูปข้างนอกสวย
จิตใจข้างในต้องดีด้วยเป็นแน่ (คิดเอา คาดเอาเอง)จึงพยายามสร้างปัจจัยทุกทางเพื่อให้ได้ครอบครองเพื่อเสพสิ่งที่ตน
(คิดเอาเอง) ว่าดีนั้น
เริ่มจากการเสพรูป (ผ่านทางตา)เสพรส
(ผ่านทางปากหรือลิ้น)เสพกลิ่น (ผ่านทางจมูกโดยการดมกลิ่น)เสพเสียง (ผ่านทางหู)สัมผัส (ผ่านทางกาย .... ) นึกคิดเอาเอง
(ผ่านทางใจ) นี่เป็นการบรรยายในมุมของการเสพ คือมองจากภายนอก
ถ้าจะบรรยายจากมุมมองของสติและสัมปชัญญะที่เห็นภาพรวมจากภายในจิตออกไปภายนอกนั้นต้องเริ่มจาก จิตที่มีอวิชชา- ความไม่รู้บังไม่ให้เห็นว่าจิตกำลังหลง
เริ่มจากมีสิ่งกระทบ (ผัสสะ) มากระทบกับอายตนะ(เครื่องดึงดูดให้จิตส่งออกนอก
มีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ไม่ว่าจะเป็นรูปกระทบตา
เสียงกระทบหู กลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นกายกระทบจมูก ได้ชิมรสต่าง ๆ (ในกรณีของอาหาร)ทางลิ้น ได้สัมผัสทางกาย (กายของเพศตรงข้าม หมอน
เบาะหรือที่นอนนุ่มๆตลอดจนการปรุงแต่งของสังขารขันธ์หรือใจที่ทำการขยายจนความยึดมั่นในคนหรือวัตถุที่จิตไปเกาะยึดอยู่รุนแรงขึ้นเรื่อย
ๆ)ส่งให้จิตปรุงแต่งหาวิธีครอบครองคนหรือจิตหรือวัตถุนั้น
ๆ จนเกิดเป็นมโนกรรม วจีกรรม ตลอดจนกายกรรมต่อไป และถ้าบุคคลไม่มีศีลแล้วก็สามารถกระทำการที่ละเมิดบุคคลอื่นจนเกิดเป็นกรรมไม่ดีขึ้นมาได้ต่อไป ความรักจะเป็นพิษ
เมื่อบุคคลยึดกับวัตถุสิ่งของหรือบุคคลอื่นมากจนขาดสติและสัมปชัญญะไม่ได้สำรวจตรวจสอบตนเองจนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคลอื่นรักแบบกามฉันทะนี่แหละที่พระพุทธศาสนาไม่อยากให้เข้าไปเกี่ยวข้อง
หนังสืออ้างอิง
มณฑิรา พรศาลนุวัฒน์. จิตวิทยาของความรัก. http://www.thaiclinic.com/medbible/love.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
สยาม ราชวัตร.ความรักเพศเดียวกันในทัศนะพระพุทธศาสนา. http://www.baanjomyut.com/library_2/sex_love_in_buddhism/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556