คำสอนจากอริยบุคคลเตือนสติให้คิดและทำแต่กุศล วันนี้อ่านบทประพันธ์เรื่อง ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต,๒๕๔๗ ได้ข้อสรุปว่า จิตประภัสสร เป็นธาตุรู้ ไม่มีรูป ไม่มีนามใดๆ  ขั้นแรกหาจิตให้พบก่อน (ธาตุรู้) พิจารณากายนี้โดยแยกรูปออกเป็นส่วนๆ เช่น หัว แขน ขา มือ ฟัน ผิวหนัง ถอดนามออกจากกองรูปเหล่านี้ แล้วรวมรูปเข้ามาจะเห็นเป็นธาตุดินที่มีความเสื่อม ผุกร่อน ไม่ยั่งยืน เมื่อรู้อย่างนี้แล้วว่ารูปสมมติ-นามสมมติทั้งโลกสาม จะเรา เขา สัตว์ เทพ วัสดุ บ้าน อื่นๆ ก็เป็นรูปธรรมของปลอม ไม่ยั่งยืน น่าเบื่อ หนักจิต แล้วเราจะยึดรูป-นามปัจจุบันไปทำไมใช่ไหมค่ะ ธรรมวิทยานี้หลวงปู่สอนว่าต้องปฏิบัติถึงจะพบคำตอบ

              หลวงปู่สอนว่าผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงแล้วตามมา ไม่หวังในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ผู้มีปัญญา ได้เห็นในธรรมปัจจุบัน ควรเจริญเนืองๆ มีความเพียรแยกกิเลสให้หมดไป ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะประจำอยู่กับที่ ไม่มีอาการไปไม่มีอาการมา สภาวธรรมที่เป็นจริงไม่มีเรื่องจะแวะเวียน

              อ่านคำสอนหลวงปู่จึงเตือนตนในการวางรากฐานเรื่องทาน ศีล ภาวนาที่พอสรุปความหมายที่หลวงปู่ให้ไว้ว่า 

                ๑) ทาน  คือ เครื่องแสดงเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ด้วยการให้ การเสียสละ แบ่งปัน  ตามกำลัง จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

                ๒) ศีล คือ รั้วกั้นความเบียดเบียน และการทำลายร่างกายและจิตใจของกันและกัน เสมือนยาปราบโรคระบาดและโรคเรื้อรัง

                ๓)ภาวนา คือ การอบรมใจให้เที่ยงตรงต่อเหตุผลอรรถธรรม รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตัวเองและสิ่งทั้งหลาย เป็นรั้วกั้นความคิดฟุ้งซ่าน วิธีภาวนา คือ วิธีสังเกตตน สังเกตจิตที่ไม่ปกติสุขด้วยสติตามระลึก อานาปาณสติ คือ กำหนดจิตตามลมหายใจเข้าออกด้วยคำภาวนา พุทโธ ไม่ลดละความเพียรและปล่อยวางไปเป็นลำดับ จิตที่สงบตัวลงเป็นสมาธิ เป็นจิตที่มีความสุขเย็นใจมากและจำไม่ลืม ปลุกใจให้ตื่นอย่างน่าประหลาด (บทประพันธ์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต,๒๕๔๗)



ขอบารมีหลวงปู่โปรดคุ้มครองดูแลลูกหลานด้วยค่ะ