บทความเชิงวิชาการนี้รวบรวมและเรียบเรียงจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนซึ่งมีบุตรรวมสี่คน เป็นการตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะตามความคิดเห็นส่วนตัวและอยากถ่ายทอดข้อมูลดังกล่าวให้กับบิดามารดาและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กในยุคโลกาภิวัตน์ เป็นข้อพิจารณา
การอบรมเลี้ยงดูเด็กในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต ในยุคที่ความเจริญและวัฒนธรรมทางตะวันตกเข้ามามีบทบาทต่อสังคมไทย ทำให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกลายเป็นยุควัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม เป็นยุคที่ดิ้นรนแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเพื่อปรุงแต่งการดำรงชีวิตกันอย่างฟุ่มเฟือยและไร้เหตุผลนอกเหนือไปจากปัจจัยสี่ ยุคที่ต้องการดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบายเพียงแค่ปลายนิ้วกด ยุคที่กำลังแข่งขันในเรื่องของการสะสมวัตถุและเป็นยุคที่คำนึงถึงมูลค่าของวัตถุมากกว่าจิตใจและความถูกต้อง
จากการสำรวจพบว่า ปัญหาของสังคมไทย “ที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน” คือ
1. ปัญหาเด็กและเยาวชนที่มั่วสุมอบายมุข การประพฤติผิดทางเพศ/ขายตัว/ข่มขืน 34.86 %
2.ปัญหาในเรื่องการลามกอนาจาร 26.93%
3.ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน/โจรผู้ร้าย 13.18%
4.ปัญหาการล่วงเกินเด็กและเยาวชน 11.20%
5.ปัญหาความเครียดและการฆ่าตัวตาย 9.81%
6.อื่นๆเช่นปัญหาการมอมเมาด้วยร้านเกมส์,ตู้เกมส์,การทะเลาะวิวาท 4.02%
ระหว่างนักเรียนนักศึกษา และปัญหายาเสพติด
จะเห็นได้ว่าปัญหาเด็กและเยาวชนเป็นปัญหาของสังคมไทยที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกกำลังอ่อนแอลงไปกลายเป็นปัญหาของสังคมในระดับประเทศ เพราะมีความสามารถในการให้กำเนิดเด็กเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้คำนึงถึงการอบรมสั่งสอน
พื้นฐานของคนไทยมีอุปนิสัยรักความสงบและรักความเป็นอิสระ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จิตใจดี ยิ้มง่าย อารมณ์ดี อ่อนโยน พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอหรือด้อยโอกาส สังเกตได้จากการที่มีคนชาติอื่นมาอยู่ร่วมกันมากมายหลายเชื้อชาติตั้งแต่อดีตและจากลักษณะครอบครัวของสังคมไทยมีซึ่งขนาดใหญ่ อยู่ร่วมกันหลายรุ่นอายุ มีญาติผู้ใหญ่คอยดูแล การเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีทำได้ง่าย เพราะโครงสร้างของสังคมไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกสบายก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ชีวิตความเป็นอยู่จึงเรียบง่าย สร้างความมั่นคงของชีวิตด้วยการทำงานสุจริต มีสติ มีความยั้งคิด ความอดทน ยึดมั่นและเชื่อมั่นในความดี ซื่อสัตย์ กตัญญู ต้องการเป็นคนดีให้สังคมยกย่อง เด็กในยุคก่อนได้รับการอบรมเลี้ยงดูให้เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ (“เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด”) มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดื้อรั้น รู้จักการเข้าวัด ไปทำบุญ ประกอบกิจกรรมทางศาสนาร่วมกับครอบครัวได้รับการปลูกฝังให้เรียนวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม รู้ว่าหน้าที่ของตนเองและการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีต้องทำอย่างไร เป็นคนดีควบคู่กับการมีคุณธรรม ถึงแม้จะได้รับการศึกษาที่ไม่สูงนัก ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่นอกเหนือไปจากความจำเป็นที่ต้องใช้ในการดำรงชีวิต สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งเพราะเด็กได้รับการเลี้ยงดูปลูกฝังสิ่งที่ดีงามและความถูกต้องอย่างใกล้ชิด สังคมจึงสงบสุข
จากการที่มนุษย์ค้นพบการใช้ประโยชน์จาก“กระแสไฟฟ้า”ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของเทคโนโลยีที่ทันสมัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายจนกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของ “กระแสโลก” หรือ “โลกาภิวัตน์” เป็นยุคที่โลกมีการสื่อสารอย่างไร้ขอบเขต วัฒนธรรมต่างชาติเกิดการผสมผสานทั้งเป็นผู้นำและเป็นผู้ตาม อิทธิพลและการชี้นำของชาติตะวันตกเข้ามามีบทบาทกับสังคมไทย คนมีความรู้และได้รับการศึกษามากขึ้นแต่มีคุณธรรมลดลง ความแตกต่างระดับของสังคมมากขึ้น การเรียนรู้เรื่องหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมหายไปกลายเป็นการเรียนรู้เรื่องที่จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการหาเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อจะได้มีกำลังซื้อวัตถุมาสนองตอบความต้องการของตนเองโดยไม่มีที่สิ้นสุดและเพิ่มปริมาณมากขึ้นโดยไม่มีจุดจบเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่ง คนในสังคมล้วนดิ้นรนและแสวงหาสิ่งที่แม้แต่ตนเองก็ยังไม่ทราบว่ากำลังค้นหา แสวงหาหรืออยากได้สิ่งใดเพราะรู้สึกเหมือนมีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากได้แต่ยังไม่ได้ หรือสิ่งที่ได้มาแล้วยังไม่สามารถบำบัดความอยากหรือความต้องการนั้นได้ เช่น มีรถยนต์ราคาถูกยังอยากจะมีรถยนต์ราคาแพง อย่างนี้เป็นต้น “อยากมี อยากเป็น อยากได้ แต่ไม่อยากทำ” เป็นอุดมการณ์ของคนในยุคนี้ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากรอคอย อยากรวยทางลัด อยากทำงานน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมาก ขาดความอดทน ขาดความขยัน ปัญหาของสังคมจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายเป็นวงกว้าง ทั้งสังคมเมืองและสังคมชนบท อันเนื่องมาจากการสื่อสารที่เชื่อมโยงถึงกันหมด มักกล่าวกันว่า สังคมเสื่อมโทรม ศีลธรรมเสื่อมทราม แท้จริงแล้วสังคมและศีลธรรมเป็นเพียงนามธรรม ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นหรือเลวลงได้ คนในสังคมที่เป็นรูปธรรมต่างหากที่ดีขึ้นหรือเลวลง บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของคนในสังคมถูกมองข้ามความสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอ่อนแอลง เนื่องจากบิดามารดาใช้เวลาให้หมดไปกับการแสวงหาเงินสำหรับการดำรงชีพเพราะต้นทุนที่ใช้ในการดำรงชีวิตสูงขึ้น ทั้งที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ส่วนใหญ่มีสมาชิกเพียงแค่บิดา-มารดา-บุตร เท่านั้น
การเจริญเติบโตของเด็กที่ขาดการอบรมสั่งสอนและปลูกฝังในสิ่งที่ถูกต้อง คือต้นเหตุปัญหาของสังคมในยุคนี้ “เพราะเด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” ข้อเสนอแนะคือต้องปลูกฝังให้เด็กรู้จักและเข้าใจ “บทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบ” ซึ่งทุกคนควรปฏิบัติให้ได้ตามที่กำหนด ตัวอย่างเช่น เด็กดีมีหน้าที่ 10 อย่างก็ต้องปฏิบัติตามนั้น เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แต่งงานมีครอบครัวมีบทบาทเป็นบิดามารดาต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการอบรมเลี้ยงดูบุตร ก็ต้องถ่ายทอดหน้าที่ของเด็กดี 10 ประการให้กับบุตรเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นจะเป็นเรื่องของคนในสังคม คือ เป็นครูมีหน้าที่สอนหนังสือ เป็นตำรวจมีหน้าที่จัดระเบียบให้สังคมสงบสุข เป็นทหารมีหน้าที่ป้องกันและรักษาอธิปไตยของประเทศหรือเป็นพระภิกษุสงฆ์มีหน้าที่ให้ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาและศีลธรรมเพื่อให้คนในสังคมเข้าใจและจรรโลงไว้ซึ่งศาสนา เหล่านี้เป็นต้น คนบางคนก็มีหลายหน้าที่หลายบทบาท เช่น เป็นมารดาของบุตรและเป็นครูด้วย เป็นต้น
เห็นได้ว่าสังคมต้องมีผู้อยู่ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกันจึงจะเรียกได้ว่าเป็นสังคม
ครอบครัวยุคใหม่จึงต้องรู้จักการบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีคุณภาพมากที่สุด
เพราะธรรมชาติกำหนดให้ทุกชีวิตมีเวลาในแต่ละวันเท่ากัน ผู้ที่เป็นบิดามารดาจะต้องคิดวางแผนก่อนที่จะมีบุตร วางแผนในเรื่องการอบรมเลี้ยงดู พิจารณาความพร้อมของตนเองและครอบครัว พร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหาและมีความรับผิดชอบมากกว่าครอบครัวที่ไม่มีบุตร เด็กไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ไม่ใช่ตุ๊กตา ที่สามารถจะนำไปทิ้งเมื่อไม่ต้องการได้ แต่เด็กเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ล้ำค่า สังเกตได้ว่า ธรรมชาติให้สิ่งหนึ่งกับเด็กที่เกิดมาทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเด็กจะเกิดมาในสภาพใดก็ตาม คือความน่ารัก ไร้เดียงสา น่าทนุถนอม หลังจากนั้นเด็กจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไรขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาและผู้เกี่ยวข้องเป็นหลัก เด็กต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดในช่วงแรกของชีวิต คือในช่วงที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เด็กต้องการการตอบสนองทางด้านจิตใจมากกว่าร่างกาย ต้องการความรักความอบอุ่นมากกว่าวัตถุสิ่งของ บิดามารดาคือครูคนแรกในชีวิตของเด็กทุกคน จึงควรประพฤติตนเสมือนเป็นเข็มทิศนำทางหรือเป็นไฟส่องทาง ชี้นำทางที่ถูกต้อง พฤติกรรมต่างๆของบิดามารดาและผู้เกี่ยวข้องมีผลโดยตรงกับเด็ก เพราะจะเป็นตัวกำหนดความรู้สึกนึกคิด รูปแบบอุปนิสัยของเด็ก ดังมีคำกล่าวที่ว่า “ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น” ข้อสังเกตคือ ถ้าบิดามารดาหรือผู้ที่อบรมเลี้ยงดูรับประทานสุรา สูบบุหรี่ เด็กจะรับรู้และจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้ในสมอง เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มีผู้ชักชวนให้เสพ จะหลงผิดได้โดยง่าย เพราะไม่เห็นเป็นเรื่องเสียหาย เนื่องจากเห็นตัวอย่างและถูกบันทึกไว้แล้วในสมอง โดยไม่ได้แยกแยะว่าเป็นสิ่งดีหรือไม่ ถึงแม้จะได้รับการศึกษาในภายหลังเกี่ยวกับโทษภัยมากเพียงใด จะไม่สามารถลบความทรงจำที่ฝังรากลึกได้ บุคคลจะดีได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการปลูกฝังของจิตสำนึกใฝ่ดีต้องการความสัมฤทธิ์ผลและจะต้องถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเยาว์วัย จากงานวิจัยพบว่า เด็กแรกเกิดถึงสามปีเป็นช่วงที่สมองกำลังมีการพัฒนาและจดจำสูงสุด เรียกได้ว่าเป็นวัยทองของการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและบุคลิกภาพของเด็กเมื่อเติบโต ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้บิดามารดาและผู้เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญ การเข้าใจผิดที่รอให้เด็กโตจึงจะอบรมสั่งสอนทำให้พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย และไม่สามารถแก้ไขได้ จนมีคำกล่าวว่า “กว่าจะขึ้นอนุบาลก็สายเสียแล้ว”
บิดามารดาและผู้เกี่ยวข้องควรประพฤติตนให้เป็นที่เคารพศรัทธาของเด็ก เพื่อจะทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจ เด็กจึงจะเชื่อฟังคำสั่งสอน ต้องให้ความใกล้ชิดและรักษาคำพูด ต้องรู้จักให้เกียรติและยอมรับ การให้เกียรติหมายถึงการยอมให้ทำอะไรด้วยตนเอง มีอิสระทางความคิด เด็กมักมีคำถามอยู่เสมอ เพราะอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง มีจินตนาการสูง ไม่ควรปิดกั้นสิ่งเหล่านี้ด้วยคำว่า “อย่า” รักษาระยะที่ห่างพอประมาณ พร้อมจะช่วยเหลือยามที่เขาต้องการได้ทันที เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตราย ต้องปฏิบัติเหมือนเขาเป็นผู้ใหญ่ เพราะอย่างไรก็ตาม ต่อไปเขาต้องเจริญเติบโต จึงต้องสอนให้รู้จักและฝึกการใช้ความคิด การวิเคราะห์ การพิจารณาและต้องเคารพในสิทธิส่วนบุคคลจึงจะทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาในตนเอง มีจิตใจเข้มแข็ง ปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้วิธีการดำรงตนให้อยู่ได้ด้วยตนเอง เช่น “เพื่อนที่ดีที่สุดของตนเองก็คือตัวเราเอง” “ไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดเวลานอกจากตัวเอง” “ ความพลัดพรากจากกันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย ไม่ช้าก็เร็ว” “คนทุกคนกำลังเดินไปสู่ความตาย เคยคิดหรือไม่ว่าเหลือเวลาอยู่บนโลกเท่าใด รู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย ใช่หรือไม่ เหตุใดจึงไม่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม” เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่เด็กควรรับรู้และเข้าใจ เด็กมีความสามารถและพลังงานมากมาย ควรเปิดโอกาสให้แสดงออกได้เต็มที่โดยเน้นการทำงานเป็นหลัก ฝึกให้รู้จักทำงานตามกำลังความสามารถการเลี้ยงดูที่ปกป้องมากเกินไป จะทำให้เด็กอ่อนแอ ทำงานไม่เป็นและช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องรอรับความช่วยเหลือตลอดเวลา เด็กต้องการคำชมเชยและการยอมรับ ข้อสังเกตคือ มักจะมีพฤติกรรมชอบเลียนแบบผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด ชอบช่วยทำงานบ้าน เช่น ล้างจาน ถูบ้าน กวาดบ้าน ทำอาหาร เป็นต้น ไม่ควรห้ามปรามแต่ควรจะฝึกหัดให้เป็น โดยเริ่มจากงานอย่างง่ายและช่วยเหลือตนเองตามวัย เมื่อปฏิบัติได้แล้วต้องยอมให้ปฏิบัติด้วยตนเองเป็นการทดสอบ และต้องดูแลอย่างใกล้ชิดแต่ไม่ควรบอกบทเป็นแบบละคร ต้องให้ค้นหาวิธีการที่เหมาะสมตามความถนัด เด็กจะรู้สึกสนุกและไม่เบื่อ พยายามบอกเหตุผลว่าทำไมต้องทำ ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วผลจะเป็นอย่างไร เป็นการฝึกให้เด็กมีเหตุผลและเป้าหมายที่ชัดเจน ควรปลูกฝังค่านิยมให้เด็กเกิดความรู้สึกรักการทำงาน เช่น “ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน” “คนไม่ทำงานเป็นคนไม่มีค่า” “งานเท่านั้นที่จะวัดคุณค่าของความเป็นคน” เหล่านี้เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องปลูกฝังให้เด็กมีวินัยและความรับผิดชอบ โดยต้องทำงานทันทีอย่าได้มีการผัดผ่อนเด็ดขาด เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เด็กมักจะชอบต่อรองว่า “เดี๋ยวก่อน” เช่น ให้เขาตากผ้าที่ซักแล้วตอนนี้แต่เขาบอกว่า “เดี๋ยว” ต้องถามว่าถ้าปวดฉี่ตอนนี้รอไปฉี่พรุ่งนี้ได้ไหม เด็กจะเรียนรู้และทำความเข้าใจไปตามวัย หรือถ้าไม่ล้างจาน จะไม่มีจานไว้รับประทานอาหาร ไม่ซักเสื้อผ้าจะไม่มีเสื้อผ้าใส่ เป็นต้น พยายามยกตัวอย่างและหาเหตุผลที่เด็กเข้าใจได้ง่าย ต้องปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง รู้จักการพิจารณายึดถือประโยชน์ของการใช้สอยวัตถุสิ่งของมากกว่าความสวยงาม ความพอใจหรือความต้องการ หาแก่นแท้ให้พบว่า คุณค่าหรือประโยชน์ใช้สอยอยู่ตรงไหน จำเป็นหรือไม่ เช่น เสื้อผ้าคือสิ่งที่ใช้ปกปิดและห่อหุ้มร่างกาย ไม่จำเป็นต้องมียี่ห้อก็ใช้ได้ หรือรองเท้า ราคาถูกหรือแพงก็ใส่เพื่อเดินแล้วไม่เจ็บเท้า ไม่ใช่ว่ารองเท้าราคาแพงใส่แล้วจะเหาะได้ หน้าที่ของนาฬิกาคือบอกเวลา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงการปลูกฝังให้รู้จักกับความรักที่ถูกต้อง เรียนรู้ที่จะรักตนเองและเผื่อแผ่ความรักไปสู่ผู้อื่น ต้องรู้จักที่จะรักแบบเสียสละไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะเป็นความรักที่บริสุทธิ์และความรู้สึกดังกล่าวจะแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาดี อยากเห็นคนที่รักมีความสุข ความเจริญ ความก้าวหน้า ถ้ารู้จักรักตนเองเด็กจะหลีกเลี่ยงการทำร้ายตนเอง แต่จะมุ่งหาความเจริญก้าวหน้าให้กับชีวิตและเป็นเกราะป้องกันความเลวร้ายที่เด็กต้องพบเห็นจากสังคมเมื่อเติบโตขึ้น สิ่งแวดล้อมภายนอกจะไม่มีผลถ้าสิ่งแวดล้อมภายในครอบครัวดีมีความรัก ความอบอุ่นและความเข้าใจ การปลูกฝังให้เด็กรักอ่านหนังสือเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องกระทำเพราะหนังสือคือแหล่งรวมวิชาความรู้ที่ดีที่สุดและลงทุนน้อยที่สุดแต่ได้ประโยชน์มากที่สุด สามารถจะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จึงต้องจัดหาหนังสือที่เหมาะสมกับเด็กตามช่วงอายุ เพื่อให้เด็กสนใจ
การอบรมเลี้ยงดูเด็กจะต้องนุ่มนวลแต่เด็ดขาด ข้อตกลงคือข้อตกลง สัญญาต้องเป็นสัญญา ต้องไม่เปลี่ยนแปลงถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอ สม่ำเสมอและมั่นคง ไม่เปลี่ยนไปมา บิดามารดาและผู้เกี่ยวข้องต้องสร้างความเข้มแข็งขึ้นในจิตใจ ต้องมีความรัก ความเมตตา ความสงสารและความเสียสละ เป็นพื้นฐานแรก ต้องลงโทษเด็กด้วยความรัก ความหวังดี ความปรารถนาดี ไม่ใช่ด้วยความโกรธ เด็กจะเรียนรู้และสัมผัสได้โดยสัญชาติญาณตามธรรมชาติ อย่ากลัวเด็กโกรธ “อย่าเป็นพ่อแม่ที่รังแกลูก”ด้วยความรักที่มากเกินไปและรักลูกแบบไม่ถูกต้อง ต้องเข้าใจว่าสักวันหนึ่งเมื่อเด็กขาดผู้ดูแลเพราะธรรมชาติมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เด็กจะดำรงชีวิตอย่างไรเมื่อเติบโตขึ้น บางครอบครัวไม่ได้ปลูกฝังอบรมสั่งสอนเด็กตั้งแต่แรก เมื่อเด็กโตขึ้นกลายเป็นเด็กมีปัญหา สร้างความทุกข์ให้บิดามารดา อย่างนี้จะโทษใคร ความผิดของใคร ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดหรือ การเลี้ยงเด็กถือเป็นการลงทุนชนิดหนึ่งเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ ถ้าเราหมั่นดูแล รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ต้นไม้ก็จะเจริญงอกงามดี ออกดอกออกผลให้ชื่นชม ตรงกันข้ามถ้าไม่ดูแลเอาใจใส่ ต้นไม้จะไม่เจริญเติบโต เช่นเดียวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ต้องมีความอดทนที่จะอบรมสั่งสอนซ้ำไปมาเพื่อสร้างความเข้าใจและการจดจำ นอกจากนี้ยังต้องปลูกฝังในเรื่องการดำรงชีวิต เช่น การเป็นคนดีของสังคม กิริยามารยาท ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่สำคัญ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสม การนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นหลักของชีวิต เป็นต้น ถ้าสถาบันครอบครัวปฏิบัติตามที่กล่าวมาได้ สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนเพราะเด็กจะเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ ส่งผลดีต่อภาพรวมของสังคม เป็นรากฐานที่สำคัญและมีบทบาทในการกำหนดรูปแบบของสังคมเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งต่อเนื่องกันไป
ปัจจุบันพบว่าผู้ที่เป็นบิดามารดาและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กขาดความรู้ความเข้าใจและความสามารถที่จะอบรมบุตรของตนเองอันเนื่องมาจากการศึกษา ความเป็นอยู่ของการดำรงชีวิตและสภาพเศรษฐกิจทางสังคมที่ต่างระดับกันแต่สิ่งหนึ่งที่มารดาทุกคนมีคือ “สัญชาติญาณของความรักลูก” อยากให้บุตรเป็นคนดี คนเก่งและ อยากเห็นความเจริญก้าวหน้าของบุตร สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะสร้างสถาบันครอบครัวให้กลับมาเข้มแข้งต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์ได้ ข้อเสนอแนะคือให้โรงพยาบาลของรัฐบาลทุกแห่งขยายเวลาการดูแลแม่และเด็กออกไปเช่นเดียวกับการขยายโอกาสทางการศึกษาออกไปอีกสามปีจากประถมปีที่หกเป็นมัธยมศึกษาปีที่สาม ซึ่งแต่เดิมเมื่อมีการตั้งครรภ์มารดาจะได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลตลอดอายุการตั้งครรภ์จนครบกำหนดคลอดคือประมาณเก้าเดือนหลังจากนั้นยังมีการฉีดวัคซีนตามกำหนดเป็นระยะ ควรใช้โอกาสดังกล่าวนี้อบรมผู้ที่เป็นมารดาให้มีความรู้เพื่อที่จะนำไปอบรมสั่งสอนบุตรที่จะเกิดมาและมีการติดตามผลจนกว่าเด็กจะก้าวเข้าสู่ช่วงเรียนหนังสืออนุบาล จากนั้นก็ประสานงานกับโรงเรียนต่อไป ในกรณีที่มารดามีปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ ควรมีหน่วยงานให้ความช่วยเหลือ เช่น จัดหางานที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้มีรายได้และสามารถเลี้ยงดูบุตรได้ด้วย เป็นต้น (“สองมือแม่นี้สร้างโลก”)โรงพยาบาลของรัฐบาลน่าจะเป็นผู้นำในการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดคน ตัวอย่างเช่น การจัดทำคู่มือการเลี้ยงดูเด็กและพัฒนาการของเด็กโดยละเอียดแบบเดียวกับที่ทำคู่มือการฝากครรภ์ มีการบันทึกและติดตามผลเด็กทุกคนที่เกิดที่โรงพยาบาลจนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ อย่างนี้เป็นต้น รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าวและบรรจุลงไปในแผนพัฒนาของประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลรับผิดชอบ วางหลักเกณฑ์ หลักการ เป็นการสร้างเด็กยุคใหม่ให้มีคุณภาพและเพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับสังคมไทย
ขออนุญาตนำไปเผยแพร่นะคะ..https://www.facebook.com/watcharee.chotirat?ref=tn_tnmn
ด้วยความยินดีอย่างยิ่งค่ะ บทความนี้เคยตีพิมพ์ลงในหนังสือคู่สร้าง-คู่สมมาแล้วค่ะ ได้คำนิยมว่า "สารคดีเชิงวิชาการที่อ่านไม่เบื่อ" ค่ะ