ช่วงนี้การเมืองร้อนละอุ ผมเลยอยากเขียนการเมืองเย็นๆ สไตล์ Appreciative Inquiry ที่ผมถนัด... หลายปีก่อน มีโอกาสสอนนักศึกษาปริญญาโท MMOD ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากๆ เพราะหนึ่งในนักศึกษาที่ผมสอนนั้นเป็นท่านฑูตจากประเทศติมอร์ เลสเต ประเทศเกิดใหม่ที่แยกตัวมาเป็นเอกราชจากประเทศอินโดนีเซีย  และเช้านี้ก็ได้ดูรายการทีวี Aljazeera ทีเป็นรายการสัมภาษณ์ประธานาธิบดีโฮ เซ่ ของติมอร์ เลสเต ที่นับเป็นรัฐบุรุษของประเทศ ที่พูดจาถ่อมตน ดูมีเมตตา ท่านนี้ได้รับราววัลโนเบล ไพร๊ซ์ สาขาสันติภาพด้วย 

                                                   

Cr: http://www.staff.utas.edu.au/news/articles/noble-peace-prize-laureate-jose-ramos-horta-to-present-lecture

การต่อสู้ของติมอร์ มีมากว่า 24 ปี ประชาชนถูกฆ่าไปนับแสนคน  โฮเซ่เองต้องหนีไปต่างประเทศกว่า 20 ปีระหว่างนั้น ท่านเองก็ต้องไปพูดๆ ถึงความโหดร้ายในติมอร์ ให้ประเทศมหาอำนาจฟัง เดินไปข้างถนน มีโอกาสก็พูดให้คนฟัง ท่านสร้างเครือข่ายกับบาทหลวงคาทอลิก ในอเมริกา ที่ต่อมากลายเป็นเพื่อนกัน และทำให้ท่านเข้าถึงสส. สว. แม้กระทั่งประธาธิบดีสหรัฐ ทำไปเรื่อยๆดูไปก็ไม่ค่อยมีหวัง แต่ต่อมาอินโดนิเซียสติแตก ฆ่าชาวบ้านไป 200 กว่าคน นั่นเอง ที่ประเทศมหาอำนาจหันมาสนใจและสนับสนุน และความททีท่านพยายามแสวงหาเอกราช ด้วยการใช้แนวทางสันติภาพ ทำให้ช่วงนั้นท่านได้รับรางวัลโนเบล ไพร๊ซ์  ปัจจัยต่างๆ ที่เป็นบวกหนุนนำจนทำให้เกิดประเทศติมอร์ ที่มีเอกราชอย่างน่าภาคภูมิใจ

                   

                                      Cr: http://hummingfish.org/destinations/timor-leste/

เรื่องนี้ทำนึกถึงหนังเรื่องอองซานซูจี ผู้หญิงเล็กๆ ที่มีดอกไม้ทัดผม ที่ถูกขังอยู่ในบ้านกว่า 20 ปี ก็คล้ายๆกับท่านโฮเซ่ ท่านไม่สนับสนุนความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น ช่วงหนึ่งท่านออกหาเสียง แต่ทหารตั้งแถมขู่ให้เลิกซะ ไม่งั้นจะยิงทิ้งให้หมด ภาพที่เห็นและสร้างความโด่งดังให้อองซาน ซูจีก็คือ เธอเดินเข้าหาทางปืนของทหาร ทหารถึงกับสติแตก ที่สุดไม่กล้ายิง กลายเป็นเรื่องเล่า ปากต่อปาก กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์  ความที่เธอต่อสู้แบบอหิงสา เหมือนโฮเซ่  ความดีของเธอ ประกอบกบได้สามีคู่บุญชาวอังกฤษ ที่พยายามส่งเรื่องราวของเธอให้โลกรับรู้  เพราะถ้าโลกรู้มากเท่าไหร่ เธอก็จะมีสิทธิรอดตายเท่านั้น ที่สุดก็มีการส่งเรื่องไปถึงคณะกรรมการโนเบล ไพร๊ซ์ และเธอก็ได้รับรางวัลนี้เช่นกัน


                                                   

                           Cr:http://www.asianweek.com/2012/03/29/freedom-from-fear-the-lady/


ดูเส้นทางเดินของสองท่านนี้แล้วคล้ายๆกันครับ คือ

1.  ไม่สนับสนุนความรุนแรง

2.  ความที่เป็นคนดี แต่ไม่มีอำนาจ ทำให้ได้ผู้สนับสนุนที่เป็นคนดี ที่มีอำนาจ

3.  สั่งสมความรักสันติ ต่อสู้อย่างอหิงสามาระยะหนึ่ง (เกือบ 20 ปี)

4.  ความดีที่โดดเด่นทำให้ได้รับการยอมรับระดับโลก ได้ Nobel Prize

5.  ฝ่ายไม่ดี แต่มีอำนาจ มักเผลอสติแตกใช้กำลัง นั่นแหละคือจุดพลิกผัน ที่ทำให้โลกสนใจ เข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจังในที่สุด 

6.  ฟังคำพูด ออกมาแต่ละคำ มาจากการตกผลึกทางความคิด ล้วนเป็นคำพูดที่ทรงพลัง ดึงดูด มีอำนาจแต่อ่อนโยน

การพูดเป็นลักษณะของผู้มีปัญญานี้ทำให้ผมนึกถึงประธานาธิบดีลินคอล์น มหาบุรุษของอเมริกา ผมเคยอ่านประวัติของท่าน สมัยที่ท่านเริ่มเป็นนักการเมืองใหม่ มีครูท่านหนึ่งบอกท่านว่า “ถ้าท่านอยากให้ตัวเองเป็นนักการเมืองที่ยิ่งใหญ่ ท่านต้องใช้ภาษาให้ดีกว่านี้” ลิงคอล์นถึงกับลงทุนไปเรียนภาษาอังกฤษกับครูท่านนั้น เรียนแกรมมา ไวยกรณ์กันใหม่ (ผมอ่านเจอถึงตอนนี้แล้วผมทึ่งมากๆ) จึงไม่แปลกที่วิธีพูดของท่านจับใจมากๆ สุนทรพจน์สั้นๆ ที่เก็ตตี้สเบอกจ์ กลายเป็นสุนทรพจน์ที่เป็นที่จดจำ เรียกว่าพูดไม่กี่ประโยค สงบทั้งแผ่นดิน ในมุมมองของผมนั้น น่าจะเป็นเพราะว่า เป็นสุนทรพจน์ที่ให้เกียรติทั้งผู้แพ้และผู้ชนะในคราวเดียวกัน 

                                                         

                                            Cr: http://www.gotoknow.org/posts/470079

คุณจะเห็นคนกลุ่มนี้ มี“อำนาจ” ที่ “พลิกแผ่นดิน” ได้ครับ อำนาจที่ว่าคืออะไร เท่าที่ผมรู้ อำนาจมีสี่อำนาจครับ

อำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจของความรู้ และอำนาจของความดี

ผมเห็นความพยายามต่อสู้ ของทั้งสามท่านนี่ เอาเนลสัน แมนเดลล่าด้วยครับ ดูเหมือนท่านเน้นที่อำนาจของความดีครับ แต่ขณะเดียวกันถ้าดูจากลิงคอล์นและโฮเซ่ด้วย ท่านมีความรู้ครับ แต่ความดีนี่แหละนำ ท่านเน้นความดี ที่สุดก็เอาชนะอำนาจทางการเมืองได้

ผมดูระยะเวลาแล้ว เพียง 20 กว่าปีครับ ประมาณนี้ทั้งนั้นเลย ชนะแบบราบคาบ สร้างชื่อเสียง สร้างประวัติศาสตร์ให้ประเทศ ที่สำคัญดูเหมือนจะใช้ “ทุน” น้อยมากๆครับ ดูความรุนแรงสิครับ ไม่ได้อะไรเลย สู้กันมาเป็น 50-60 ปี ร้อยปี ก็เอาชนะใครไม่ได้ สู้กันจนประสาทกินไปหมด แถมใช้ทุน ใช้ทรัพยากรมหาศาล แทนที่ศัตรูจะอ่อนแอลง กลับเข้มแข็งขึ้น  นี่ก็มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะครับ แน่นอนมีการใช้ความรุนแรงเอาชนะได้ก็จริง แต่ก็เห็นเป็นประเทศ ที่ทะเลาะกันเองฆ่ากันเอง ไม่สิ้นสุด  หาความเจริญไม่ได้ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษก็รบกันเป็นร้อยๆ ปีครับ มาหยุดหลังสงครามโลกนี่เอง เพราะความรุนแรงทำลายคนอื่นได้ แต่ก็ทำให้ทำลายตนเองไปด้วย ตอนหลังร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เลย สันติภาพดีกว่าเยอะ

เรื่องราวนี้เขียนไว้ เผื่อมีใครที่จะมาอ่าน ผมว่าประเทศเรายังหันกลับมาทัน ถ้าเราพูดดี คิดดี ทำดีต่อกัน เราจะพลิกแผ่นดินเราได้ใน 20 ปีเองครับ ด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด เราจะมีประวัติศาสตร์ที่งดงามที่ มีบุคคลสำคัญไม่ว่าจะในแวดวงใดๆ ที่น่ารักที่สุด ไม่ว่าเราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม 

วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองไปพิจารณาดูนะครับ