การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบการจัด การเรียนรู้วิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธีให้มีประสิทธิภาพ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านโสตทักษะทางดนตรีไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างวิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธีกับวิธีการสอนแบบปกติ
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 116 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายแบบจับฉลาก โดยการสุ่มนักเรียนมา 2 ห้องเรียน จาก 3 ห้องเรียน ได้แก่ ห้อง ป.3/2 และ ป.3/3 ซึ่งเป็นห้องเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ในสาระดนตรีไม่แตกต่างกัน แล้วสุ่มเพื่อเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ได้แก่ ห้อง ป.3/3 เข้ากลุ่มทดลองซึ่งสอนด้วยวิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธี และห้อง ป.3/2 เข้ากลุ่มควบคุมซึ่งสอนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ จากนั้นจัดลำดับคะแนนความรู้พื้นฐานทางดนตรีในแต่ละห้องเรียน โดยแต่ละห้องเรียนจัดลำดับคะแนนของนักเรียนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีคะแนนระดับสูง กลุ่มที่มีคะแนนระดับปานกลาง และกลุ่มที่มีคะแนนระดับต่ำ แล้วแต่ละห้องทำการสุ่มนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม ๆ ละ 10 คน ทั้ง 2 ห้องเรียนได้นักเรียนห้องละ 30 คน รวม 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านโสตทักษะทางดนตรีไทย คู่มือรูปแบบวิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธี และแผนการจัดการเรียนรู้ตามวิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธี การวิเคราะห์ข้อมูลทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าที (t-test Independent)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ออกแบบการจัดการเรียนรู้วิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธีได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ รูปแบบวิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธีมีประสิทธิภาพ
อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.80 S.D. = 0.33) และแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นตามวิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธีมีประสิทธิภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.73 S.D. = 0.44)
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ที่เรียนด้วยวิธีการสอนดนตรีแบบบูรณาการพหุวิธีมีผลสัมฤทธิ์ด้านโสตทักษะทางดนตรีไทยหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05