สมุด 'ทำเป็นเรื่อง' เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการของตนเอง โดยจำแนกผลงานเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) งานศึกษาวิจัย (2) โครงการพัฒนาต่างๆ และ (3) CQI
ในเวที gotoknow นี้ดิฉันจะนำเสนอผลงานแต่ละกลุ่ม ในรูปแบบบทความหลายตอนจบ เพื่อสะท้อนวิธีคิด วิธีปฏิบัติ อารมณ์และความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัสกับบรรยากาศของการพัฒนางานอย่างแท้จริง แต่เพื่อคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือ จึงยังคงเนื้อหาและรูปแบบของงานแต่ละกลุ่มไว้อย่างครบถ้วน ถ้าผู้สนใจต้องการนำไปอ้างอิงก็สามารถขอรายงานฉบับสมบูรณ์ได้เป็นรายกรณีไป (ไม่หวง เพียงแต่ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของสมุดเล่มนี้)
กลุ่มที่ (1) งานศึกษาวิจัย ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ รายงานฉบับสมบูรณ์เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐานของงานวิจัยอยู่แล้ว ดิฉันจะนำเสนอเป็นบทความเป็นตอนๆ ไป อาจจะไม่เรียงลำดับให้จบทีละเรื่อง ทั้งนี้ จะป้องกันความสับสน ด้วยการแจ้งให้ทราบว่าเขียนขึ้นมาจากเรื่องใดบ้าง ซึ่งอาจจะผสมผสานบูรณาการผลงานข้ามกลุ่มได้ (คงไม่มี Tacit knowledge เรื่องใด ที่สามารถชี้ขาดได้ว่าเกิดจากการสะสมองค์ความรู้และประสบการณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเฉพาะ)
กลุ่มที่ (2) โครงการพัฒนาต่างๆ จะนำเสนอในแนวทางเดียวกับกลุ่ม (1)
กลุ่ม (3) CQI: Continuous Quality Improvement ฉันจะนำเสนอ CQI รูปแบบใหม่ โดยวาง Outline การดำเนินเรื่องแต่ละตอนให้อธิบายคำว่า ‘กว่าจะเป็น CQI’ เป็นบทความหลายตอนจบ เพื่อสะท้อนวิธีคิด วิธีปฏิบัติ อารมณ์และความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลการทดลองทั้ง 'ถูก' และ 'ผิด' ความคิดเห็นที่ 'เข้าท่า' และ 'ไม่เข้าท่า' ซึ่งผลลัพธ์ต่อมามักจะกลับกัน จากความคิดที่ 'เข้าท่า' เป็น 'ไม่เข้าท่า' และความคิดที่ 'ไม่เข้าท่า' กลายเป็นความคิดที่ 'เข้าท่า' ในภายหลัง เพื่อให้เกิดความตระหนัก (awareness) กับทุกความคิดเห็น ไม่มองข้ามความคิดที่ครั้งแรกมองว่าไม่เข้าท่า และคล้อยตาม/ยึดมั่นความคิดที่เข้าท่า ดูดี เพราะผู้พูดดูดีมีความรู้จนละเลยการมีส่วนร่วมของทีมงาน
อีกประการหนึ่ง ดิฉันมีความเห็นส่วนตัวว่า CQI ในรูปแบบของโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ที่ดิฉันปฏิบัติงานอยู่นี้ เป็นรูปแบบวิชาการเชิงปริมาณเสียมาก มากเสียจนแทรกเชิงคุณภาพได้ยาก หากแทรกเข้าไปแล้วจะทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย ดิฉันมีประสบการณ์การนำเสนอผลงาน CQI เรื่องหนึ่งจัดขึ้นในหน่วยงาน คณะกรรมการ comment ว่า “อย่างนี้น่ะหรือ CQI” "ไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดให้" และ ... ผู้ฟัง comment(เฉพาะดิฉัน) ต่างฮือฮา(อยู่ในใจ) เพราะผิดคาด เพราะดิฉันทำด้วยหัวใจจริงๆ ต่อมาเมื่อมีโอกาสนำเรื่องนี้เสนอในเวทีระดับชาติอีก 2 เวที ทั้ง 2 เวทีนี้ให้การยอมรับ ขนาดที่คณะกรรมการลุกขึ้นยืนปรบมือให้ และยังขอให้ผู้ฟังปรบมือให้ด้วย ดิฉันจึงได้รับความเชื่อมั่นกลับคืนมา รู้สึกมีคุณค่าในการทำงานวิชาการเชิงคุณภาพเหมือนเดิม จึงอยากให้กำลังใจผู้ที่คิดว่าตนเอง 'ไม่เก่ง' 'อ่อนประสบการณ์' หากได้รับคำ comment ว่า 'ผิด' โดยไม่สอนว่า 'ถูก' เป็นอย่างไรนั้น อย่าท้อแท้สิ้นหวัง
ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่จบปริญญาโท-เอก แล้วไม่มีผลงานวิชาการออกมาอีกเลย มีผู้รู้ท่านหนึ่ง ดิฉันจำชื่อไม่ได้แล้ว (ถ้าค้นเจอจะนำมาลงให้นะคะ) ท่านเขียนในคอลัมภ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า เมืองไทยเรามี 'ดอกเตอร์กล้วย' จำนวนมาก กล้วยเป็นพืชล้มลุกที่ออกดอกออกผลได้เพียงครั้งเดียวก็ตาย น่าสงสารประเทศไทยนะ กว่าจะผลิตบุคลากรที่มีความรู้ระดับปริญญาโท-เอกออกมาได้แต่ละคนต้องสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินไปเท่าใด ผลิตออกมาแล้วกลับมีผลงานเฉพาะชิ้นที่ใช้จบการศึกษาได้เพียงชิ้นเดียว (เพราะถูกเคี่ยวเข็ญปางตาย จนเข็ดขยาด และมีทัศนคติไม่ดีกับงานวิจัยไปตลอดชีวิต)
สรุป ดิฉันวาง outline การนำเสนอผลงานวิชาการของตนเองในรูปแบบของบทความหลายตอนจบ โดยจะนำเสนอบทความแต่ละตอนอย่างอิสระ ไม่เรียงลำดับไปทีละเรื่อง/จบทีละเรื่อง แต่เน้นเนื้อหาที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน หรืออาจจะบูรณาการจากหลายส่วนก็ได้ ทั้งนี้ ดิฉันจะแจ้งให้ทราบว่าเนื้อหาส่วนใดนำมาจากเรื่องใดเพื่อป้องกันความสับสน ด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ ต้องการถ่ายทอดให้ผู้สนใจรับทราบ เข้าใจ เข้าถึงจิตวิญญาณของการทำงานวิชาการ (ภาคปฏิบัติ) อย่างแท้จริง
ขอบคุณที่ติดตาม
ดารนี ชัยอิทธิพร
หมายเหตุ :
1) ลำดับถัดไปจะนำเสนอรายชื่อผลงานวิชาการและแหล่งเผยแพร่ผลงานทั้งหมดที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้สนใจเห็นภาพรวม ทราบว่าระหว่างที่อ่านบทความแต่ละตอนนั้นกำลังอยู่ที่จุดใด
2) ถ้าดิฉันอธิบายหรือสอนอะไรให้ใคร ดิฉันจะเขียนเป็น mind map ไปด้วย จะทำให้เข้าใจได้ง่าย จำง่าย จำนาน หากผู้สนใจจะลองนำเทคนิคนี้มาใช้กับการอ่านบทความ จะได้ประโยชน์มากค่ะ
ขอบคุณคะที่นำมาแบ่งปัน
สวัสดีค่ะ อาจารย์ (ขออนุญาติเรียกว่าอาจารย์ นะคะ) ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ หนูกำลังศึกษาระดับ ป โท สาขาวิชาพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หนูกำลังจะทำรายงาน เลยมาหาความรู้เกี่ยวกับ วิธีการทำรายงาน จนมาเจอบทความของอาจารย์ “หนูอยากทำรายงานแบบ ป โท” พออ่านแล้ว ก็วางไม่ลงเลยค่ะ ไปอ่านบทความอื่นๆของอาจารย์ จนลืมไปเลยว่าต้องรีบทำรายงาน ต้องบอกว่า เพราะบทความอาจารย์ทำให้หนูต้องสมัคร Go to know เพื่อที่จะได้ติดตามบทความต่อไป ขอชื่นชมค่ะ ชอบจนอธิบายไม่ถูกว่าเพราะอะไร และคาดหวังว่า หนูจะได้แนวทางในการเรียน ทำงาน หรือแม้กระทั่งมีบทความของตัวเองตามที่ฝันไว้ ไม่ได้อยากเป็นบล็อกเกอร์หรืออะไรนะคะ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรียกถูกมั้ย คืออะไร เพียงแต่อยากบันทึก ประมวลผล สรุป ความคิด ความรู้ ถ่ายทอด สื่อสาร หรืออะไรก็ได้ ที่เป็นประโยชน์ทั้งตัวเอง และผู้อื่นในอนาคต แต่เหมือนมันไกลมากเลยค่ะ เลิกคิดเพ้อฝันไปนานแล้ว เพราะ เป็นคนสื่อสารไม่รู้เรื่อง คนฟังไม่เข้าใจ เรื่องง่ายๆก็ไม่เข้าใจ ฟังเองยังขัดใจ สิ่งที่รู้และคิด เป็นความรู้สึกแต่ไม่รู้จะสื่อสารออกมาอย่างไรให้รู้เรื่อง พยายามมาตลอด บางทีก็รู้สึกว่าเราพยายามมานานเกินไป ถ้าทำได้คงได้ไปนานแล้ว ยอมรับชะตาชีวิตเถอะ เราคงไม่มีบุญวาสนาจะได้ดีในชีวิตนี้ ถอดใจและยอมจำนนต่อชะตาชีวิตไปหลายครั้งแล้วค่ะ แต่ก็ยังไม่วายที่จะ พยายามใหม่ ทุกครั้งที่เจอเรื่องน่าสนใจ ยังคงตื่นเต้นทุกครั้ง มากน้อย นานแค่ไหนก็แล้วแต่เรื่องไป แต่พอมาเจออาจารย์รู้สึกเหมือน เจอ super-highway พร้อมติดไฟกินรีตลอดทาง ขอบคุณนะคะ ขอให้คุณเป็นสิ่งที่ 3 ที่หนูขอบคุณที่โลกสร้างมา..
ปกติหนูทำอะไรแบบนี้ก็บ่อยค่ะ พิมพ์เสร็จก็รู้สึกแปลกๆ กลัวแป็ก ก็จะลบ กดถูกใจให้หัวใจ ฯลฯ แล้วก็ออก เมื่อสักครู่นี้ก็มีความคิดแบบนั้นค่ะ แต่พอไปนึกถึง เนื้อหาบทความด้านบนแล้ว ก็รู้สึก ไม่ลบดีกว่าค่ะ จะกดจัดเก็บข้อมูล นำสู่ให้อาจารย์ได้อ่านต่อไป