เห็นภาพเมื่อครั้งที่ตัวเองยังเป็นหนุ่มน้อย แล้วก็ทำให้อดที่จะหวนคิดกลับไปไม่ได้ครับ ตอนนั้นวัยยังไม่ถึงเกณฑ์ทหารด้วยซ้ำ (ที่บอกก็เพื่อตอกย้ำในความเป็นหนุ่มน้อยจริงๆ) ผมก็มีงานทำที่ กทม. แล้วครับ แล้วทำไมผมถึงไม่เรียนหนังสือ? อายุยังน้อยควรเรียนหนังสือหาความรู้ปูทางก่อนไม่ดีกว่าหรือ ถ้าให้ผมตอบ ผมก็ต้องบอกว่ามันต้องดีกว่าอย่างแน่นอนอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะครับ ในเมื่อวิถีความเป็นอยู่ไม่สามารถจะสรรสร้างชีวิตแบบที่ต้องการได้ ผลมันจึงต้องออกมาในรูปแบบนี้ล่ะครับ มันเป็นรูปแบบวิถีของชาวอิสานส่วนใหญ่ในสมัยนั้น
ผมมากรุงเทพฯ ไม่ได้มาแบบธรรมดานะครับ คำว่าธรรมดาของผมก็คือ นั่งรถโดยสารประจำทางและมีญาติพี่น้องมารอรับที่สถานีขนส่งหมอชิตอะไรประมาณนั้น แต่ผมนั่งรถสิบล้อขนมันสำปะหลังมุ่งสู่อำเภอศรีราชา ชลบุรี ก่อนที่จะนั่งรถประจำทางมาลงที่เอกมัย แล้วทำไมผมถึงต้องทำแบบนั้น? เรื่องของเรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ
พอผมจบ ม.6 ที่โคราช ผมก็กลับไปบ้านที่ อ.นาโพธิ์ บุรีรัมย์ เพื่อสอบถามสถานะทางบ้านว่า ยังพอมีศักยภาพในการส่งเสียให้ได้เรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปอีกได้หรือไม่ และก็ได้รับคำตอบจากว่า "ได้" แต่คงต้องขายที่นาอันเป็นมรดกตกทอดกันมาบางส่วน หรือไม่ก็ขายมันทั้งหมด เพราะเราไม่มีรายได้จากทางอื่นเลย นอกจากการทำนาปี 14 ไร่ผืนนี้ และก็มีคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ให้กำเนิดทั้งสองว่า "บักทูล บักเรศ มันเรียนจบ ม.6 แล้ว ก็ไม่เห็นจะเรียนต่ออะไรนี่นา มันพากันไปทำงานอยู่กรุงเทพฯ โน่น มีเงินส่งกลับบ้านกันทุกเดือน ลองไปถามพ่อแม่เขาดูสิ เผื่อจะได้ไปทำงานกับเขา" อืม! ท่าจะดีกว่า เพราะไม่ต้องขายนาส่งเราเรียน ถึงเรียนไปสุดท้ายก็ต้องทำงานเหมือนกันนั่นแหละว่ะ ผมจึงไปหาแม่พี่ทูล เพื่อขอที่อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ได้มาสมใจครับ
ผมย้อนกลับมาที่โคราชอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีการรงการเรียนอยู่ในหัวสมองแล้วครับ มีแต่หางงหางานอย่างเดียวแล้ว สมัยนั้นข้างโรงหนังลาสเวกัส มีบริษัทจัดหางานเรียงรายกันอยู่ ผมก็กำเอกสารเดินไปสมัครเสียเงินค่าสมัครไป 300 บาท เขานำมาส่งให้อู่ซ่อมช่วงล่างรถอยู่แถว "ปั้มน้ำมัน ไทยสงวน" ทำอยู่ 3 วันครับ พี่ๆ ที่อู่ก็ชวนผมไปทำงานกรุงเทพฯ ผมไม่ปฏิเสธอยู่แล้วครับ เพราะใจเราก็ต้องการแบบนั้น อยู่อู่โครตจะลำบากลำบน ตัวเปื้อนดำ ห้องน้ำก็ไม่มี จะใช้ทีก็ร่องน้ำข้างอู่นั่นแหละ มันไม่เหมาะกับผมอย่างแน่นอนครับอาชีพนี้ พอพี่ๆ เค้าชวนผมจึงไป แรกผมนึกว่าเค้าจะไปขึ้นรถประจำทาง ตอนรอข้างทางรถสายกรุงเทพฯ จอด ก็ไม่เห็นว่าพี่เค้าจะพากันขึ้นแฮะ ผมเลยต้องถามว่า "พี่รอรถอะไร?" พี่แกตอบว่า "รถสิบล้อ เพื่อนขับไปส่งมันที่ศรีราชา จะได้ประหยัดหน่อย" ผมก็เลยต้องตามนั้นครับ ก็ผมยังเด็ก
พี่ๆ พาผมมาพักกับญาติของเขาที่ กระทุ่มแบน พอเช้าผมก็ขอเค้าเดินทางมุ่งเข้ากรุงเทพฯ ครับ เป้าหมายคือ ถนนเจริญนคร เขตคลองสาน นามว่า บริษัทกิติวัฒน์ผ้าใบ เพื่อไปหาพี่ทูลตามต้องการ ผมจำไม่ได้ว่าผมนั่งรถสายไหนไปลงไหนมาบ้าง จนมาถึง "วัดเศวตฉัตร" ได้ ทั้งหมดเกิดจากการถามครับ ผมเดินจากวัดเศวตฉัตร มองป้ายบ้านเลขที่ไปเรื่อยๆ ไม่นาน ผมก็พบกับ "กิติวัฒน์ผ้าใบ" ดีใจมากที่สุดครับ "เจอเพื่อนวัฒน์" (คนที่ออกท่าทางอธิบายงาน) กำลังวิ่งลากผ้าใบอยู่หน้าร้าน แน่นอนเพื่อนผมก็ตกใจ "มึงมาได้ยังไงว่ะ" จากนั้นพี่ทูลก็ออกมา และพาไปพักที่ห้องเช่า และผมก็ได้ร่วมทำงานในบริษัทนี้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
ผมมีเพื่อนสนิทกันเยอะครับ แทบทุกคนก็ว่าได้ในบริษัท ด้วยวัยที่ใกล้เคียงกันผมสนิทมากๆ ก็ตามที่เห็นในรูปครับ ไอ้รูปหล่อมันชื่อว่า "มิตร" เป็นคนพะเยาครับ ผิวขาวตามสไตร์คนเหนือ สาวเยอะหมอนี่ ชีวิตมีแต่คนอยากชอบอยากคุย เคยมาผ้าป่าที่บ้านผม มาเตะบอล คนแถวบ้านเขาให้ฉายามันว่า "หนุ่มหน้าขาว" สาวแถวบ้านชอบกันเยอะครับ แต่ก็ดูมันเฉยๆ เหมือนจะไม่อยากมีใคร ในรูปเป็นการจัดนำเที่ยวครับเราร่วมกันจัด 4 คน มีผม มิตร วัฒน์ และพี่อึ่งเป็นหัวหอก ก็สนุกครับ พี่ทูลไม่ได้ทำงานที่นี่แล้วนะตอนที่จัดนำเที่ยวกัน แกติดทหาร แต่ก็ยังมาร่วมเดินทางกันในครั้งนี้ ไปหัวหินพากันแกะหอยแมงพู่ได้เป็นถุงๆ
ผมจากมา เพราะอยากเปลี่ยนงาน และก็มาจับได้ใบแดง ทบ.2 ก็เลยจากเพื่อนพ้องแบบห่างหายกันเลย มาทราบข่าวว่า "หนุ่มหน้าขาว" ได้จากไปอย่างสงบแล้ว ก็รู้สึกตกใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไงมันก็ต้องเกิด ก็ขอให้เพื่อนไปสู่สุขติ ที่ยังอยู่ก็ไม่รู้ว่าจะตามนายไปวันไหน ก็ได้แต่เฝ้ารอวัน
ครับ...แล้วทุกคนก็ต้องจากกันไป
ใช่ครับ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาทัดทานการจากไปหรือการสิ้นสุดของชีวิตได้ มันเป็นตอนจบครับ แต่ก็จะอยู่ในความทรงจำทุกครั้งเมื่อหันหลังกลับย้อนระลึกไปเมื่อครั้งกระโน้น ขอบคุณสำหรับความคิดเห็น ขอบคุณ คุณพ.แจ่มจำรัส
มันต้องเกิดขึ้นกับทุกคนค่ะ ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง
สรรพสิ่งในโลกใบนี้ล้วนเป็นไปตามกรรมครับ ย่อมไม่เที่ยงแท้ถาวร แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องพบกับความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็จะไม่นั่งนับวันหรือรอหรือท้อถอย จะปล่อยให้เป็นไปตามวิถีของกรรมนั้น ตามแต่เวลาจะมาเยียน ขอบคุณ คุณ tuknarak ที่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นครับ
สวัสดีครับ
บันทึกนี้มีความหมายกับคุณมากครับ เพราัะถ้าคุณไม่ได้บันทึกไว้ ชีวิตของคุณก็เป็นไปตามวิถีปกติ ที่ไม่มีใครรู้รายละเอียดการเดินทางของชีวิตคุณ แต่เมื่อนำมาบันทึกจะประโยชน์ยิ่งกับผู้อ่านและคุณด้วย ขอบคุณที่แบ่งปันครับ
สวัสดีครับ อาจารย์
ผมรู้สึกว่า ชีวิตที่ผ่านมาของคนเรามันรกไปด้วยเรื่องราวครับ มีทั้งจำได้ จำไม่ได้ หรืออาจพอลางๆ ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญในเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยวัยที่ย่างเข้าสู่สี่สิบกลางๆ คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมย้อนกลับไปหาอดีตที่ผ่านมา ยิ่งถ้าประสบการณ์ได้ถูกแบ่งปันให้เกิดประโยขน์แก่ผู้อ่านด้วยแล้ว มันคือความภูมิใจ และมีกำลังใจที่จะถ่ายทอดแก่ผู้อ่านต่อๆ ไป ขอบคุณ "อาจารย์ธนา" มากครับ ที่ร่วมเป็นส่วนสำคัญของกำลังใจให้กับผม