ที่ใดมีการเสียสละที่นั่นคือที่ที่มีความสุข...



เราทุก ๆ คนเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐ มีโอกาสสร้างความดีสร้างบารมี  สร้างคุณธรรม ต้องการอะไรก็ได้ ต้องการเป็นคนรวยก็ได้ ต้องการเป็นคนที่มีความสุขก็ได้  ต้องการสวรรค์ก็ได้ ต้องการพระนิพพานก็ได้


ถ้าเราเป็นมนุษย์นะ เพราะมนุษย์นี้แปลว่าผู้ทำแต่ความดี ตั้งมั่นในความดี  ก้าวไปด้วยการประพฤติการปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดี ๆ

เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง...

“เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน

ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคนย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา

ใจสะอาดใจสว่างใจสงบ ถ้ามีครบควรเรียกมนุสสา

เพราะทำถูกพูดถูกทุกเวลา เปรมปรีดาคืนวันสุขสันต์จริง

ใจสกปรกมืดมัวและร้อนเร่า ใครมีเข้าควรเรียกว่าผีสิง

เพราะพูดผิดทำผิดจิตประวิง แต่ในสิ่งนำตัวกลั้วอบาย

คิดดูเถิดถ้าใครไม่อยากตกจงรีบยกใจตนรีบขวนขวาย

ให้ใจสูงเสียได้ก่อนตัวตาย ก็สมหมายที่เกิดมาอย่าเชือนเอยฯ

(พุทธทาสภิกขุ)”

ถ้าเราใจที่ยังไม่ได้พัฒนา ไม่มีหลักการ ไม่มีจุดยืน เราก็เป็นได้แต่เพียงคน

คำว่าคนนี้ก็แปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ใจตัวเองมันชอบ ทำทั้งดีทั้งชั่ว อันไหนตัวเองรักตัวเองชอบก็คิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันดี เค้าเรียกว่า “สะเปะสะปะ มั่วไปหมด ระคนไปหมด...”

เราทุกคนน่ะมีร่างกายมีจิตใจ แต่เราพากันเป็นได้แต่เพียงคน เรายังไม่เป็นมนุษย์กันนะ

มนุษย์แปลว่าผู้มีศีล ๕ รักษาศีล ๕ เอาความดีเป็นที่ตั้ง เป็นคนละอายต่อบาป  เกรงกลัวต่อบาป เป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร เป็นผู้เดินตามอริยมรรคของพระอริยเจ้า  ที่ท่านตรัสไว้ดีแล้ว

ทุก ๆ คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจน่ะ คิดว่าการรักษาศีล ๕ เป็นสิ่งที่ลิดรอนสิทธิของตัวเอง ขัดขวางการทำมาหากิน ขัดขวางความเป็นอยู่ ความสะดวกความสบาย เลยมองในเรื่อง  การรักษาศีล ๕ ว่ามันน่าจะไม่ใช่เรื่องของเรา มันน่าจะเป็นเรื่องของคนตัดโลก ตัดทางโลก เป็นหน้าที่ของผู้ที่ละที่วางที่ปลงแล้ว ยังมีความคิดเห็นผิดเข้าใจผิด

ศีล ๕ นั่นแหละจะทำให้เรารวย ทำให้เราไปสวรรค์ ทำให้เราไปพระนิพพาน...

ที่เราจนที่เรายากลำบากที่เราเวียนว่ายตายเกิดเพราะเราไม่มีศีล ๕ ปฏิบัติตามใจตัวเอง ตามความคิดตามความเห็นของตัวเอง เป็นคนที่มีทิฏฐิมานะ เป็นคนที่ไม่น่ารัก  เป็นคนที่ไม่น่านับถือ เป็นคนที่ขาดความรักความเมตตาความสงสารคนอื่น  เป็นคนที่เอาแต่ความสุขความสบายใส่ตัว เอาความทุกข์ความยากให้กับคนอื่น  มีความสุขสนุกสนานในการอยู่การกินการนอนการเที่ยวการตามจิตตามใจ

ศีล ๕ น่ะ จะทำให้เราเป็นผู้ที่เสียสละ มีความสุขมากในการทำงาน ใจอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะการทำงานคือการทำความดี เป็นหน้าที่ของเราที่ได้มีโอกาสเสียสละ เมื่อเราเสียสละแล้วใจของเราก็มีความสุข ทุกคนก็รักเรา นับถือเรา ต้องการเรา ชีวิตของเราก็มีคุณค่า  ใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้ อยากมาเป็นเพื่อนเรา เพราะเราเป็นบุคคลที่ไม่มีอันตราย  เป็นผู้ให้ตลอดกาล มีความสุขในการทำงานตลอดปีตลอดชาติ ยิ่งอยู่ใกล้อยู่ด้วยเท่าไหร่  ก็ยิ่งถึงใจ พอใจ

คนที่มีศีล ๕ นี้ดีมาก เป็นคนรู้จักพอ ถือว่าเป็นผู้ที่มีเศรษฐกิจพอเพียง...

“พอเพียงเพียงพอ” ไม่ใช่เป็นคนไม่อยากทำก็อยากได้ ทำนิดหน่อยก็อยากได้มาก ๆ วัน ๆ หนึ่งก็มีแต่ความอยาก คิดไปเรื่อยว่าเราอาภัพอับจน เกิดมาพ่อแม่ไม่รวย เราไม่มีบุญ  ไม่มีวาสนา เพราะว่าเราไม่ได้มาแก้ที่ใจตัวเอง มาแก้ที่ให้เราเป็นคนมีศีล เป็นคนที่เสียสละ

ทุกท่านทุกคนน่ะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าบอกว่าเราต้องพากันมาแก้ที่ตัวเรา  อย่ามานั่งทุกข์ใจ เดินทุกข์ใจ นอนทุกข์ใจอยู่ เราอดเอาทนเอา เราแก้ไม่นานเดี๋ยวมันก็ดี

คุณพ่อคุณแม่ของเราก็เป็นทุกข์กับเรา เพราะเราเป็นคนเห็นแก่ตัวน่ะ มัวแต่พากันไปแต่งหน้าแต่งตา แต่งผิวพรรณ เสื้อผ้าอาภรณ์ ไม่ได้มาแต่งการประพฤติการปฏิบัติ  ไม่มาละความขี้เกียจ ไม่ได้มาฝึกใจตัวเองให้มันสบายมีความสุข สู้กับการกับงาน

ถ้าเราเป็นคนสวยงาม เป็นคนหล่อ แต่ถ้าปฏิปทาของเราไม่ดี ความประพฤติของเรามันยังใช้ไม่ได้ อย่างนี้แหละ ใหม่ ๆ ทุกคนก็จะรักเราชอบเรา ถ้าหลายวันเค้าก็รู้ในสิ่งที่ไม่ดีของเรา ใครก็รับเราไม่ได้หรอกนะ เพราะว่าเรามันสวยตั้งแต่ภายนอก สวยตั้งแต่ตบแต่ง  เราไม่ได้สวยออกมาจากจิตจากใจ

พระพุทธเจ้าท่านให้เน้นเข้าไปหาตัวความขยันนี้แหละ เน้นเข้าหาความซื่อสัตย์  ถึงจะเหนื่อยถึงจะยากลำบากก็ช่างมัน ถ้าเราคิดว่าเหนื่อยยากลำบากแสดงว่าเรายังไม่รู้เรื่องความดี ยังไม่รู้เรื่องคุณธรรม “ถ้าไม่เหนื่อยไม่อยากไม่ลำบากเราจะเป็นคนดีได้อย่างไร  เราจะเป็นคนมีศีลมีธรรมมีคุณธรรมได้อย่างไร...?

มันต้องเหนื่อยต้องยากลำบาก เพราะว่าความเหนื่อยความยากลำบากเป็นโอกาส  ให้เราได้สร้างบารมี ให้เราได้ละบาปละอกุศลทั้งปวง ให้เราได้ทำบุญทำกุศลให้ถึงพร้อมในการประพฤติปฏิบัติ


การทำบุญนี้ก็คือการมาปฏิบัติตัวเองนี้นะ ปฏิบัติตัวเองให้มันดี เค้าเรียกว่า  “ปฏิบัติบูชา”

การให้สิ่งของให้วัตถุมันก็ยังดีนะ แต่มันก็ยังไม่ดีเท่ากับเรามาแก้ไขจิตใจของตัวเอง  มาแก้ไขกิริยามารยาทของตัวเอง มาแก้ไขการกระทำของตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านให้เราเน้นเข้าหาการปฏิบัติการกระทำอย่างนี้ ปฏิบัติอยู่ที่บ้านของเรา  ที่ทำงานของเรา ที่เราอยู่กับพ่อกับแม่ กับเพื่อนกับฝูง กับหมู่กับคณะ

เรามาปฏิบัติที่วัดบางครั้งบางคราว เพราะชีวิตประจำวันของเรามันอยู่ที่บ้านที่ทำงาน

พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักการประพฤติการปฏิบัติ ชีวิตของเราเราต้องทำเอง  เราต้องปฏิบัติเอง ไม่มีใครมาประพฤติปฏิบัติให้เราได้

อบายมุขก็ได้แก่ การประพฤติการปฏิบัติของเรานี้แหละที่เราเป็นคนขี้เกียจคือคนตกต่ำ ที่เราชอบเล่นชอบเที่ยว เป็นคนไม่รู้จักเก็บเงินเก็บสตางค์

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้เป็นคนรู้จักเก็บเงินเก็บสตางค์นะ แล้วใช้ทรัพยากร  ให้มันน้อย สมมุติว่าเรามีสตางค์อยู่เดือนละสองหมื่นอย่างนี้ ท่านก็ให้เราวางแผนว่าส่วนไหนจะไปทำอะไร ๆ ต้องวางแผนชีวิตในการใช้เงิน ต้องอด ต้องทน ต้องประหยัด เพราะปัจจัยต่าง ๆ ที่เราพากันบริโภคนี้มันล้วนได้มาจากทรัพยากรส่วนกลางส่วนรวม ได้มาจากการเบียดเบียน เบียดเบียนต้นไม้ เบียดเบียนภูเขา เบียดเบียนแม่น้ำมหาสมุทร เบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเบียดเบียนน้อยที่สุด อย่าเป็นคนฟุ่มเฟือย ไม่รู้จักคิดไม่รู้จักพิจารณา ไม่รู้จักเก็บเงินไม่รู้จักเก็บสตางค์ เป็นคนหน้าใหญ่หน้าบานนะ ไม่รู้จักคิดพิจารณา ถึงเวลาจำเป็นมันลำบาก ทุกข์อะไรก็ไม่ทุกข์เท่ากับที่เราไปเป็นหนี้เป็นสิน

สิ่งภายนอก ปัจจัยทั้ง ๔ นี้ก็ให้มันพอไปได้ พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาเน้นที่จิตที่ใจ  ให้ใจของเรามีความสงบ ให้ใจของเราไม่พุ่งไปตามอารมณ์ ตามสิ่งแวดล้อม เพราะทุกคน  ในโลกนี้น่ะ มันถูกอิทธิพลสิ่งแวดล้อมครอบงำนะ เห็นคนอื่นเค้าแต่งตัวสวย ๆ ก็อยากแต่งตัวสวย ๆ กับเขา เห็นคนอื่นเค้ามีรถคันหรู ๆ ก็อยากมีกับเค้า เห็นคนอื่นเค้ามีบ้านหลังใหญ่ หลังโตก็อยากมีกับเขา เห็นคนอื่นเขามีลาภมียศก็อยากมีกับเขา ไม่มีความเป็นอิสระ  ไม่เป็นตัวของตัวเอง จิตใจฟุ้งกระจุยกระจาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านี้แหละ  คือความไม่สงบ นี้แหละคือนรกหลุมเล็กหลุมใหญ่มันจัดการเราในชีวิตประจำวัน  เป็นคนไม่รู้จักทำจิตใจให้สงบ

คนเราน่ะถ้ามีอะไรตามต้องการที่เหมือนกับชาวโลกเค้ามี แต่ถ้าใจไม่สงบ  เราอย่าหวังเลยนะความสุข... เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง  สุขอันใดก็สู้ความสงบไม่ได้ไม่มี

ท่านจึงพาให้พวกเรามาพากันทำจิตทำใจ ให้เราสร้างเหตุสร้างปัจจัยแต่สิ่งที่ดี ๆ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “เราไม่อดตายหรอก” ยิ่งเราไม่เอาเราเสียสละมันยิ่งได้ เพราะการเสียสละนี้แหละคือสิ่งที่จะได้มา เหมือนกับเราปลูกผลไม้นี้แหละ เราลงทุนเมล็ดพันธุ์เม็ดเดียว เราเอามาปลูกเรารักษาอะไรดี ๆ นี้แหละคือภาคปฏิบัติ อีกหลายเดือนหลายปี เมล็ดพันธุ์มันขยายออกมาไม่รู้ที่ร้อยกี่พันกี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านเมล็ด อันนี้มันเกิดจากการที่เราทำความดี เกิดจากที่เราได้เสียสละ เพราะที่ไหนที่ได้มีการเสียสละที่นั่นแหละคือที่ที่มีความสุข “ความสุขกับความเสียสละนี้มันจะแยกกันไม่ได้...”


คำว่าปล่อยวางนี้ก็คือคำว่าเสียสละนะ...

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเข้าใจผิดนะว่าการปล่อยวางนี้จะไม่ทำอะไร จะอยู่เฉย ๆ อย่างนั้นไม่ใช่ อย่างนั้นมันไม่ถูก ถ้าเราอยู่เฉย ๆ นั้นมันเป็นความยึดมั่นถือมั่น มันเป็นการติดสุขติดสบาย

ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าท่านถึงพากันบอกเราสอนเราว่า “อย่าพากันติดสมาธินะ...” ถ้าติดสมาธิแล้วมันจะทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า

เมื่อกายเราสบายใจของเราสบาย เราก็ต้องเสียสละ เดินจงกรมให้มันมากเข้า นั่งสมาธิให้มากเข้า ทำกิจวัตรให้มากเข้า หรือว่าญาติโยมที่ทำการทำงานอยู่ในที่ทำงานก็ต้องขยันเข้า ไม่ใช่มีความสุขมีความสบายแล้วก็จะไปปล่อยวาง ทำอย่างนั้นมันไม่ถูก มันคนขี้เกียจนะ

ทุกคนก็สงสารลูกสงสารพ่อสงสารแม่ สงสารทุกคน เห็นเค้าทำงาน เห็นเค้ายากลำบากอย่างนี้นะ เค้าไม่มีโอกาสได้พักผ่อน เราคิดอย่างนั้นมันคิดไม่ถูก

คนเรามันต้องเสียสละ เพราะการพักผ่อนก็คือการเสียสละ..

ที่พระท่านเข้าสมาธิที่ท่านปล่อยวางทุกอย่างไม่คิดอะไรเลยน่ะคือการเสียสลนะ เสียสละปล่อยวางจนเข้านิโรธสมาบัติได้ นี้เราไม่เสียสละ เราจะเป็นคนกินคนเล่นคนเที่ยว  นั่งสมาธิอยู่มันก็ยังไม่ยอมนะ มันชอบเป็นนักท่องเที่ยว กายมันไม่ได้ท่องเที่ยวแต่ใจมันไปท่องเที่ยว มันไม่เบรกตัวเองไม่หยุดตัวเองไม่เสียสละ มันไปหลงเหยื่อหลงโลก มันคิดไม่หยุด

การทำสมาธิก็คือการเสียสละ... พระพุทธเจ้าท่านให้เรามองดูตัวเองนะว่าเรานี้  ได้เสียสละอะไรบ้าง เขานินทานิดหน่อยก็ได้เรื่องแล้วใช่มั๊ย เขาว่านิดหน่อยก็ได้เรื่องแล้ว  เพราะเราเป็นคนไม่เสียสละ เราเป็นคนแบกโลกนะ

การที่เราได้มาประพฤติปฏิบัติคือเรามาปล่อยจิตปล่อยใจของเราเพื่อที่จะให้ใจของเรามันได้เสียสละ ชีวิตจิตใจของเรามันถึงจะเปลี่ยนแปลง ถ้าเราปฏิบัติไปรอยเก่ารูปเก่า  เป็นอย่างไรก็ปฏิบัติของเราอย่างนี้แหละ นิสัยเก่านิสัยไม่ดีนี้ไม่ยอมทิ้งเลย ต้องเข้าใจ  ให้ละเอียดให้ลึกซึ้งนะ พระพุทธเจ้าท่านบอกเราสอนเราอย่างนี้

กรรมคือการกระทำของเราเก่า ๆ ที่เราสั่งสมมา มันก็คอยสนับสนุนผลักดันเรา  ถ้าเราไม่อาศัยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้ยิ่งนานไปเราก็ยิ่งแย่  พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีสติสัมปชัญญะให้เร็ว ๆ มันจะได้แก้ตัว

พยายามเน้นมาที่เราที่ตัวเรา ไม่ต้องไปโทษใคร ไม่ให้คุณให้โทษแก่ใคร

อบรมบ่มอินทรีย์ สร้างบารมีแก้ไขตัวเอง ตั้งใจดี ๆ อธิษฐานจิตให้ดี ๆ มีเป้าหมายชีวิต มีความเชื่อมั่น ถ้าเราปฏิบัติความดีอย่างนี้ ๆ เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ดีเอง เราไม่ต้องสงสัยอนาคตอีกห้าปีสิบปียี่สิบปี เพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันเราทำดี วินาทีต่อไปมันก็เป็นปัจจุบันไปเรื่อย ๆ เพราะเราไปกำหนดจากดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ว่ากลางวันกลางคืน อดีตอนาคต ที่แท้จริงหัวใจของเรา การปฏิบัติของเรามันก็เป็นการต่อเนื่อง...

ใจคนเรานี้นะ มันเป็นหัวใจที่สะอาดบริสุทธิ์ มันไม่ได้เป็นเด็กหรือไม่ได้เป็นคนหนุ่ม  คนสาวเป็นคนแก่ ที่เราว่าเป็นเด็กเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นคนแก่นี้เราไปกำหนดเอากายของเรานะ


พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเน้นมาที่จิตที่ใจ ต้องแก้ไขใจของเราให้ได้ อย่าให้จิตใจ  ของเราสกปรก อย่าให้จิตใจของเราเศร้าหมอง จิตใจของเราตกต่ำ

ตัวที่จะนำตัวเองเข้าสู่ความสุข เข้าสู่พระนิพพาน ก็คือตัวใจนี้แหละ ถ้าใจของเรา  มันคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี ใจของเรานี้แหละจะมาห้ามมรรคผลพระนิพพานของเรา

พระพุทธเจ้าท่านให้เราดูง่าย ๆ อย่างนี้แหละ ไม่ต้องไปถามใครว่า “เอ๊... มรรคผลนิพพานมันเป็นอย่างไร...? ถ้าทุกคนเน้นมาหาเรื่องจิตเรื่องใจนี้แหละจะรู้ว่าตัวเองนี้มันเป็นอย่างไร มันมีเปรตกี่ตัว ผีกี่ตัว ยักษ์กี่ตัวมันก็จะรู้หมด มีเทวดาอยู่เท่าไหร่ มีพระอยู่เท่าไหร่ ถ้าเราเน้นมาหาจิตหาใจมันจะรู้หมด

ถ้าเราเน้นมาที่จิตที่ใจแล้วอิทธิพลในเรื่องต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ มันก็จะไม่มาครอบงำเรา สมมุติต่าง ๆ มันก็จะไม่มาบดบังเรา

พยายามเอาสมมุติต่าง ๆ ออกจากจิตจากใจของเราที่เราสมมุติว่าเราเป็นผู้หญิงผู้ชาย สมมุติว่าเราเป็นคนสวยคนไม่สวย สมมุติว่าเราเป็นคนรวยคนจน สมมุติว่าเราเป็นคนแก่คนเฒ่า พยายามเอาออกให้หมด เราเพียงใช้สมมุติให้มันเกิดความสะดวกเกิดความสบายเท่านั้นแหละ เราอย่าไปหลง...

คนเรานี้หลงนะ เขาแต่งตั้งให้มันอะไรก็หลง เขาแต่งตั้งให้เป็นพระก็หลงนะ เพราะเรายังไม่ได้เป็นพระจริง เราเป็นแต่พระแต่งตั้ง เค้าแต่งตั้งให้เป็นเณรก็หลงในความเป็นเณร ที่แท้จริงเรายังไม่ได้เป็นเณรหรอก ใจของเรายังไม่ได้เป็นเณร เขาแต่งตั้งให้เป็นอะไรมันก็หลง

พยายามอย่าให้สมมุติต่าง ๆมันมาครอบงำจิตใจของเรา เพราะเราไม่ได้เป็นอะไร  ที่มันเป็นน่ะเพราะร่างกายของเรามันเป็น ร่างกายของเรามันแก่ ร่างกายของเรามันเจ็บ ร่างกายของเรามันตาย แต่ใจของเราไม่ได้เป็น ไม่ได้แก่ ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ตาย

ถ้าเราภาวนาพิจารณาปัญญาเรามันจะเกิด...

พระพุทธเจ้าท่านถึงไม่ให้เราติดสุข มันไม่อยากภาวนาไม่รู้จักพิจารณา   เดี๋ยวมันจะไปหลงอยู่กับสมาธิ

สมาธิก็แปลว่าความสุข... คนเราถ้าใจอยู่กับเนื้อกับตัวอยู่กับการทำงาน ใจมันก็มีความสุข เมื่อมีความสุขแล้วก็อย่าไปหลง ถ้าหลงแล้วมันก็ติดสมาธิ

ต้องเสียสละไปเรื่อย ๆ เพราะสมาธิเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ ระบบสมอง สติปัญญา  ให้เราได้เจริญปัญญาวิปัสสนา

ทำไปเรื่อย ๆ ทั้งในรูปแบบนอกรูปแบบ แก้ไขที่จิตที่ใจของเรา ยิ่งทำไปปฏิบัติไป  ก็ยิ่งมีความสุข ไม่ต้องไปคิดมากเกิน คิดมากมันบาป คิดมากมันปวดหัวเป็นประสาท

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เรามีสมาธิ สมาธิแปลว่ารักษาโรคประสาทนะ...

เมื่อเรามีสมาธิแล้วก็แปลว่าเรามีความสุข เราก็ทำเหมือนกับเราบริโภคอาหารนี้แหละ บริโภคอาหารไปซักห้านาทีสิบนาทีหรือครึ่งชั่วโมง เมื่อบริโภคเสร็จแล้วก็ปล่อยให้อาหาร  มันย่อย มันทำงานของเค้าเอง การพินิจพิจารณาก็เหมือนกับที่เราบริโภคอาหาร  เราคิดพอเข้าใจให้ใจของเรามันสงบใจของเรามันเย็น แล้วก็ปล่อยให้ใจมันสงบใจมันเย็น สมาธิกับปัญญามันจึงจะอาศัยกันไปเรื่อย ๆ จิตใจของเรามันจึงจะสมดุล สมาธิอาศัยปัญญา ปัญญาอาศัยสมาธิ ศีลสมาธิปัญญามันถึงจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไป

พระพุทธเจ้าท่านให้เราพากันปฏิบัติอย่างนี้นะ ของดีของประเสริฐ ให้พากันประพฤติปฏิบัติในบ้านในที่ทำงานในวัดก็พากันปฏิบัติ เพราะเรามันมีหัวใจ เราต้องปฏิบัติอยู่ทุกหน ทุกแห่ง เราอย่าไปทิ้งความดีทิ้งคุณธรรมนะ เพราะเป็นสิ่งที่ดีมากประเสริฐมาก  มันเป็นคุณธรรมของเราทุก ๆ คนที่เป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐที่ได้เกิดมาเพื่อสร้างความดี  เพื่อสร้างบารมี เพื่อทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง เพื่อทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง  เพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ตามที่องค์สมเด็จ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเมตตาพร่ำสอนบอกกล่าวเรา

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ด้วยเมตตาที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่บริสุทธิ์แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ให้ทุกท่าน  ทุกคนจงถึงด้วยการประพฤติปฏิบัติด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันเสาร์ที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 532304เขียนเมื่อ 6 เมษายน 2013 11:47 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 เมษายน 2013 11:47 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (3)

เป็นบันทึกที่สะสมปัญญาให้ผมอย่างดีมากครับ..ขอขอบคุณท่านอาจารย์ครับ

สาธุ อนุโมทนา คลังปัญญา เตือนสติ 

ขอบคุณบทความดีๆ ค่ะ

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี