เมื่อคืน (๔ เม.ย.๕๖) คุยกับใครสักคน แล้วก็คิดถึงบทความตอนหนึ่งที่ได้อ่านจากหนังสือ "จักรวาลในถ้วยชา" ของท่าน ว.วชิรเมธี ที่ยกบทความนี้ขึ้นมาต่อจากคำปรารภของท่าน ว.วชิรเมธี
เป็นบทความเชิงปรัชญามาก ๆ แต่ลึกซึ้งกินใจเป็นที่สุด
อยากขอนำเสนอให้อ่านไปด้วยกัน
กวิภาวะ โดย โอโช
"...นักวิชาการนั้นฉลาดในการทำลายทุกสิ่งที่สวยงามด้วยการวิพากษ์ ตีความ ด้วยสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า การเรียนรู้ พวกเขาทำให้ทุกสิ่งหนักอึ้งจนกระทั่งบทกวีก็ยังไร้ความเป็นกวี
ข้าพเจ้าเองไ่ม่เคยเข้าเรียนในชั้นเรียนบทกวีในมหาวิทยาลัย หัวหน้าภาควิชาเรียกข้าพเจ้าครั้งแ้ล้วครั้งเล่า เขาจะบอกว่า "คุณเข้าชั้นเรียนอื่น ทำไมถึงไม่เข้าเีรียนบทกวี"
ข้าพเจ้าตอบ "เพราะข้าพเจ้าอยากจะรักษาความสนใจในบทกวีเอาไว้ ข้าพเจ้ารักบทกวี นั่นคือเหตุผล และข้าพเจ้ารู้ดีว่า ศาสตราจารย์ของคุณนั้นไร้ความเป็นกวีอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่เคยรู้จักบทกวีใด ๆ ในชีวิต ข้าพเจ้ารู้จักบทกวีดี ผู้ที่สอนบทกวีในมหาวิทยาััลัยมาสนทนายามเช้ากับข้าพเจ้าทุก ๆ วัน ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเขามองต้นไม้ ฟังเสียงนก หรือมองดูพระอาทิตย์อันงดงามขึ้นเลย"
และในมหาวิทยาลัยที่ข้าพเจ้าเคยอยู่ พระอาิทิตย์ขึ้นและตกนั้นเป็นสิ่งที่งดงามอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยอยู่บนเนินเขา รายล้อมด้วยเนินเล็ก ๆ อีกทีหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยเดินทางไปทั่วอินเดีย ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามอย่างนี้ที่ไหน ด้วยเหตุผลอันลึกลับ มหาวิทยาลัย Saugar ดูจะอยู่ในที่ตั้งซึ่งหมู่เมฆมีสีัสันยิ่งนักยามพระอาทิตย์ขึ้นและตก กระทั่งชายตาบอดยังตระหนักไ้ด้ว่ามีบางสิ่งอันสวยงามบังเกิดขึ้น
แต่ข้าพเจ้าไ่ม่เคยเห็นศาสตราจารย์ที่สอนบทกวีในมหาวิทยาลัยสนใจพระอาทิตย์ตกเลย ไม่เคยเห็นเขาหยุดแม้เพียงชั่วขณะ เมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นข้าพเจ้าเฝ้ามองพระอาทิตย์ตกหรือพระอาทิตย์ขึ้นหรือต้นไม้หรือนก เขาจะกล่าวกับข้าพเจ้าว่า "เหตุใดคุณจึงมานั่งอยู่ที่นี่ คุณออกมาเดินเล่นยามเช้า ออกกำลังกายเสียสิ!"
ข้าพเจ้าบอกเขา "นี่ไ่ม่ใช่การออกกำลังกายของข้าพเจ้า อาจารย์กำลังออกกำลังกาย แต่สำหรับผม นี่คือความรัก"
และเมื่อฝนตก เขาไม่เคยออกมา เมื่อใดก็ตามที่ฝนตก ข้าพเจ้าจะไปเคาะประตูเรียกเขา "มาเถอะ!"
เขาจะกล่าวว่า "แต่ฝนตก!"
ข้าพเจ้ากล่าว "นั่นคือช่างเวลาสวยงามที่สุดในการเดินเล่นเพราะถนนว่างเปล่า และการไปเดินเล่นโดยไม่พกร่มขณะที่ฝนตกก็ช่างสวยงาม แสนจะเป็นบทกวี!"
เขาคิดว่าข้าพเจ้าบ้า แต่คนที่ไม่เคยออกไปในสายฝนใต้ต้นไม้ย่อมไ่ม่อาจเข้าใจบทกวี ข้าพเจ้าบอกกับหัวหน้าภาควิชา "คนคนนี้ไม่มีความเป็นกวี เขาทำลายทุกสิ่ง เขาเป็นนักวิชาการมาก บทกวีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่วิชาการเลย ไม่มีอะไรให้สองสิ่งนี้มาพบกันได้"
มหาวิทยาลัยทำลายความสนใจและความรักในบทกวีของผู้คน ทั้งยังทำลายความคิดทั้งมวลของคุณว่าชีวิตพึงเป็นไปเช่นไร มหาวิทยาลัยทำให้เป็นสินค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาสอนคุณว่าจะหาเงินให้มากอย่างไร แต่ไม่สอนคุณว่าจะมีชีวิตที่ลึกซึ้งอย่างไร จะมีชีวิตครบถ้วนอย่างไร เหล่านี้คือ วิถีที่คุณจะได้รับจากการชำเลืองมองเต๋า เหล่านี้คือวิถีที่ประตูและหน้าต่างบานเล็ก ๆ เปิดสู่ภาวะปรมัตถ์ คุณได้รับการบอกเล่าถึงคุณค่าของเงิน แต่ไม่ใช่คุณค่าของดอกกุหลาบ คุณได้รับการบอกเล่าถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี แต่ไม่ใช่คุณค่าของการเป็นกวี จิตรกร นักร้อง นักเต้นรำ
แต่เรากริ่งเกรงการสูญเสียตัวเองมากเหลือเกิน และเราก็เอาแต่ป้อนเลี้ยงอีกด้านของเราด้วยวิธี ๑,๐๐๑ วิธี เราทำสองสิ่งในชีวิตของเรา คือ ปิดหน้าต่างประตูสู่พระอาทิตย์ สู่พระจันทร์ สู่ความจริง เรากำลังปิดประตูทุกบานหน้าต่าง เรากำลังสร้างหลุมศพล้อมรอบตัวเองโดยไร้ประตูและหน้าต่าง เรากลายเป็นชนเผ่าเร่ร่อนลีบนิช อยู่ในแคปซูลไร้หน้าต่าง ชีวิตของเราถูกล้อมปิด นั่นคือ ส่วนหนึ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ ส่วนที่สองก็คือการสร้างกำแพงให้หนาขึ้นและหนาขึ้น กระทำด้วยการแข่งขัน ความทะเยอทะยานให้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าุคุณจำเป็นต้องใช้หรือไม่ ก็ไม่สนใจเลย..."
(คัดจากหนังสือ "คุรุวิพากษ์คุรุ" Meetings with Remarkable People แปลและเรียบเรียงโดย โตมร ศุขปรีชา จัดพิมพ์เป็นภาษาไทย สำนักพิมพ์ GM Books)
.................................................................................................................................................................
ข้าพเจ้านึกเรื่องคนที่บอกข้าพเจ้าว่า "จะดูพระอาทิตย์ขึ้นไปทำไม ในเื่มื่อที่บ้านของฉันก็เห็นมันทุกวันอยู่แล้ว"
ข้าพเจ้านึกถึง "คุณค่าของความเป็นมนุษย์" ที่ทุกคนมีเท่าเทียมกัน ไม่สามารถจัดลำดับความดีงามได้ว่าใครดีกว่าใคร
ข้าพเจ้านึกถึง "คนที่ชอบตัวเองเป็นนักวิชาการ อ้างเหตุแต่หลักการและความเชื่อมากกว่าความเป็นจริงของชีวิต"
ข้าพเจ้านึกถึง "การที่คนอยากได้รับการบอกเล่าจากการเป็นโน้นเป็นนี่มากกว่าการมองเห็นคุณค่าของตัวเองที่กระทำเพื่อส่วนรวม"
ใช่หรือไม่ว่า เราทุกคนทุกท่านทั้งหลาย ควรได้พิจารณาความคิดนั้น
การเพียงแค่เหงยหน้ามองฟ้า ก้มหน้ามองดิน พูดถึงลมหาายใจ
อาจจะมีคุณค่ากว่าวิชาการใด ๆ ก็เป็นได้
ข้าพเ้จ้าก็แค่คิด ...
บุญรักษา ทุกท่าน ;)...
................................................................................................................................................................
ขอบคุณกวีนิพนธ์

ว.วชิรเมธี (นามแฝง). จักรวาลในถ้วยชา. กรุงเทพฯ : ปราณ, ๒๕๕๖.
ได้อ่านแค่บางส่วนที่อาจารย์นำมาเสนอ...
ก็เข้าใจว่าบางครั้งผมเองก็ไม่ใช่คนบ้า...อย่างที่บางคนว่าผมโดยแค่ความคิดแปลกแยกแตกต่าง
ขอบคุณบันทึกดีๆครับอาจารย์...
งั้นผมคงร่วมก๊วนกับท่าน พ.แจ่มจำรัส ด้วยครับ 555
พากะทิมาเยี่ยมค่ะ
คืนสู่ภาวะดั้งเดิมแบบเด็ก ทำอะไรก็ไร้เดียงสาค่ะ ผู้ใหญ่ทำ คงคิดกันไปอีกอย่าง
วิชาการทำงานด้วยสมองกับศิลปะกวีทำงานด้วยใจ ถึงอย่างไรก็แตกต่างกัน ... สงกรานต์นี้ไปเที่ยวไหนคะ
วันนี้คิดเรื่องคล้ายๆ กัน อันเนื่องมาจาก การมองท้องฟ้า ค่ะ
สีทองของท้องฟ้า คำนึง๖
กะทิ หลานคุณลุง ;)...
น่ารักจริงเลย
ขอบคุณครับ อาจารย์นพลักษณ์ ๙ Sila Phu-Chaya ;)...
ขอบคุณครับ พี่หมอเล็ก ภูสุภา ;)...
เหมือนจะจำได้คลับคลา ว่าอาจารย์เคยพูดถึง
"จะดูพระอาทิตย์ขึ้นไปทำไม ในเื่มื่อที่บ้านของฉันก็เห็นมันทุกวันอยู่แล้ว"
Happy ba กับลมหายใจในปัจจุบันคะ :)
คุณหมอบางเวลา ป. มีความทรงจำเป็นเลิศครับผม ;)...
Happy Ba ครับ ;)...