ตอนนี้มีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ คาดกันว่าคนคงไปชมงานซื้อหนังสือเกิน ๑ ล้านคน แต่ผมเห็นว่า คนส่วนมากก็อาจจะไปซื้อหนังสือนิยาย ไม่ใช้หนังสือความรู้ หรือ non-fiction เพราะเท่าที่เคยสังเกตดูตามร้านหนังสือ ที่ขายส่วนมากเป็นหนังสือประเภทนั้น 

ถ้าอย่างนั้นบางทีก็อาจจะไม่ควรนับว่าคนส่วนมากเป็นพวกชอบความรู้ (สงสัยว่าส่วนมากคงจะรักแต่เงิน นั่นละของแน่)

 

อาจมีคนถามว่า ทำอย่างไรคนไทยจึงจะหันมารักการเรียนรู้

ก่อนตอบผมต้องขอพูดหน่อยว่า คนที่ถามอย่างนั้น เข้าข่าย "ใกล้เกลือกินด่าง" คือ คำสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่แล้ว


ก่อนอื่นก็ต้องชี้แจงแยกประเภทของความรักเสียก่อน

ที่ว่ารักการเรียนรู้นั้น รักแบบนี้เข้าข่ายเป็นฉันทะ คือรักในทางที่ดี ไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำเพราะอยากทำ คล้ายกับความรักของพ่อแม่ต่อลูก จัดเป็นฉันทะ เพราะรักโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่หวังอะไรจากลูก ต่างจากรักของหนุ่มสาว ที่ต้องการส่ิงตอบแทน หรืออย่างน้อยก็ต้องการให้อีกคนรักตอบ แบบนั้นเป็น ตัณหา ซึ่งทางพระท่านจัดเป็น โลภะ อย่างหนึ่ง


ฉันทะนี้ ทางอภิธรรมในทางพุทธศาสนาจัดเป็นองค์ธรรมที่เรียกว่า เจตสิก นอกจากนี้ ก็จัดเป็นธรรมอยู่ในหมวด อิทธิบาท ๔ ซึ่งถือว่า เป็น ๑ ใน ๔ ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ คือ ฉันทิทธิบาท วีริยิทธิบาท จิตติทธิบาท วีมังสิทธิบาท (ขออภัย สะกดแบบวัด) พวกนี้เกิดไม่ได้ในอกุศลจิต (ถ้าจิตมี โลภะ โทสะ โมหะ จะไม่มีฉันทะ ไม่มีวิริยะ ไม่มีจิตตะ ไม่มีวิมังสา เกิดขึ้น)


ปัญหาใหญ่ก็คือทำอย่างไรจะให้เรามีฉันทะ ?

จากประสบการณ์ตัวเองแล้ว ผมบอกได้ว่า จะสร้างฉันทะนั้น ทำได้ยาก


ฝรั่งก็เลยไม่ค่อยเน้นสร้างฉันทะ แต่เน้นสร้างโลภะแทน ก็คือเอาเงินเข้าล่อ เช่นนายจ้าง หรือผู้บริหารองค์กรก็เลยเอาเงินโบนัสเป็นตัวล่อให้พนักงานขยันทำงาน เป็นต้น ก็เลยเป็นการสร้างโลภะให้กับคนส่วนมากในโลกไป เป็นการทำให้ระบบทุนนิยมสามานย์เฟื่องฟู แต่ไม่น่าประหลาดใจที่มีคนเจอว่า ต่อให้เอารางวัลสูงๆ มาล่อ ก็ไม่ได้ทำให้พนักงานเกิดฉันทะในการทำงานขึ้นเท่าไร (ผมคิดดูแล้วก็นึกขำ ก็ฝรั่งไม่ได้เรียนอภิธรรมของพุทธนี่ เขาไม่รู้ว่า โลภมูลจิตมันไม่ประกอบด้วยฉันทะ)


แต่การสร้างฉันทะก็พอทำได้นะ คือแรกที่เดียวต้องรู้เหตุผลว่า อะไรดีอย่างไร อะไรควรไม่ควร ภาษาพระท่านเรียกว่า โยนิโสมนสิการ คือ คิดไปจนถึงต้นตอ กรณีนี้โจทย์คือ ทำอย่างไรจึงจะรักการเรียนรู้ ก็ต้องสร้างความเข้าใจให้ตัวเราให้ได้ว่า รักการเรียนรู้ดีอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ถ้าไม่รักจะเสียประโยชน์อย่างไร ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้างและส่วนรวม พอเข้าใจได้แล้ว เมื่อมีมหากุศลจิต มันสามารถมีฉันทะเป็นองค์ประกอบอยู่ได้ และอยู่ควบไปกับ โสมนัสเวทนา หรือ อุเบกขาเวทนา ได้ทั้งสองอย่าง (เว้น โทมนัสเวทนาอย่างเดียว)


ดังนั้น พอคนเราเริ่มมีเหตุผลแล้ว ก็ต้องทำใจให้เบิกบานเป็นโสมนัส ยินดีกับความคิดนั้น หรือไม่ก็วางเฉยเป็นอุเบกขา ถ้าแม้นว่าไม่ชอบก็ต้องพยายามปล่อยวางโทมนัสทิ้งไปให้ได้จนเป็นอุเบกขาให้ได้


จากนั้นก็ต้องเริ่มการกระทำอะไรบางอย่าง เช่น การเริ่มอ่านหนังสือความรู้ที่ควรจะอ่าน เป็นต้น จากนั้น ที่สำคัญต่อมา ก็คือต้องทำให้เป็นนิสัย ทำไปเรื่อยๆ (อันนี้จะเป็นวิริยะ) ขณะทำก็ต้องเอาใจจดจ่อ (จิตตะ) แล้วก็ใคร่ครวญคิดไปด้วย (วิมังสา) และทำเช่นนี้ทุกวัน ตามเวลาที่แน่นอนแต่ละวัน อย่างน้อยสัก ๗ วันติดต่อกัน จนเป็นกิจวัตร


เมื่อทำอย่างนี้ได้ กิจวัตรก็จะเริ่มกลายเป็นนิสัย ฉันทะก็จะมีขึ้นทุกวันๆ เป็นนิสัยไปด้วย


ทำเป็นกิจวัตรไปสัก ๗ วัน กิจวัตรก็จะกลายเป็น ความเคยชิน จนรู้สึกว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้น ดูอะไรมันขาดๆ ไปสักอย่าง ทำจนหยุดไม่ได้นั่นแหละดี (ผมเคยรู้จักอาจารย์ฝรั่งท่านหนึ่ง ติดวิ่งออกกำลังทุกวัน ไปไหนๆ เดินทางไปประชุมต่างเมือง ต่างประเทศ ก็ไม่เคยหยุดวิ่ง แกบอกว่า หยุดไม่ได้ หยุดแล้วรู้สึกหงุดหงิด)


พอทำอะไรจนกลายเป็นความเคยชินนานๆ เข้า ความเคยชินมันเลยกลายเป็นสันดาน

(อันนี้ดูเหมือนจะเป็นคำสอนของหลวงพ่อชา ผมเคยอ่านเจอของท่าน นานมาแล้ว)

สรุปว่า เราสามารถทำฉันทะให้เป็นสันดานได้ด้วยวิธี ใช้ อิทธิบาท ๔ ติดต่อกันไปเรื่อยๆ ทุกวัน

อิทธิบาท ๔ นี่ เราเอามาประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่เรื่องพื้นๆ ทางโลกขึ้นไป แต่จริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอนเน้นสอนพระอริยบุคคล ตั้งแต่ โสดาบัน ขึ้นไป จนถึง อนาคามีบุคคล ว่าทำอย่างไรจะบรรลุเป็น พระอรหันต์ได้ ดังนั้น ในกรณีของ อิทธิบาท ๔ จริงๆ แล้ว ถ้าจะพูดให้ถูก ตามนัยในพระไตรปิฎกต้องทำด้วยการทรงสัมมาสมาธิ ระดับโลกุตตรสมาธิ(ของพระอริยยุคล) คือตั้งแต่ ปฐมฌาน ขึ้นไปจึงจะดีนะครับ