ปัจจัยความสำเร็จของการจัดการความรู้ (KM) อยู่ที่ว่า “คนมีปัญญาหรือไม่?” ถ้าใช้ KM กับกลุ่มคนที่มีปัญญา การจัดการความรู้ก็จะมีพลัง . . คำถามที่ตามมาก็คือ “แล้วปัญญาที่ว่านี้จะสร้างได้อย่างไร?” . . ครูบาอาจารย์ไม่ว่าจะสายไหนต่างก็สรุปไว้คล้ายๆ กันว่า “สติมาปัญญาเกิด” ซึ่งหมายความว่าถ้าอยากได้ปัญญาก็ต้องหันมาฝึกสติให้ว่องไว รู้ตัวให้ทัน

          วันก่อนตอนที่ผมสอนเรื่อง “วงจรแห่งปัญญา” ผมได้ยกเคสที่เข้าคิวที่กำลังรอจ่ายเงินจะขึ้นทางด่วนแล้วถูกรถมาแทรกคิวหน้ารถผม เล่าให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพว่าเวลาที่ไม่มีสติกับมีสตินั้น ผมมีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร แตกต่างกันเพียงใด . . ผมพบว่าผู้เข้าอบรมร่วมส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด คิดว่ามี “คำตอบที่ตายตัว” สำหรับเหตุการณ์ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานี้ เช่น มีผู้ที่ให้ความเห็นว่าเราไม่ควรให้รถที่มาแทรกคิวเข้าเพราะนั่นเท่ากับว่าเรากำลังส่งเสริมให้คนมีนิสัยเสียไม่ยอมเข้าคิว ผู้เข้าอบรมบางส่วนก็มองไปว่าน่าจะให้เขาเข้ามา เพราะว่าถ้าเรามีสติมีปัญญาเราก็น่าจะมีเมตตาให้เขา

          ในวันนั้นผมจำได้ว่า ได้สรุปสั้นๆ กับเหตุการณ์ที่หยิบยกมาเป็นเคสว่า . . “ชีวิตที่มีสติ(มีปัญญา) ไม่ได้แปลว่าจะต้องมีคำตอบที่ตายตัวเสมอไป” บางทีเราอาจจะปล่อยให้เขาเข้าแทรกคิว เพราะเราไม่ได้รีบร้อนไปไหน รถที่ต่อท้ายเราก็ไม่มี (ไม่ได้เบียดเบียนใคร) แต่ให้เขาแทรกแล้วเรารู้สึกดีมีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้ แต่ในทางกลับกันบางครั้งอาจจะกำลังรีบเร่ง ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะให้ เราก็อาจไม่ให้เขาเข้ามาก็ได้ แต่ไม่ว่ากรณีใดต้องทำไปอย่างมีสติ (มีปัญญา) แสดงว่าเหตุการณ์เดียวกันนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัวเสมอไป ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในขณะนั้น เป็นการดำเนินชีวิตไป Moment by Moment  แต่ที่แน่ๆ เราจะไม่ไปทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า สามารถตอบสนองกับปัจจุบันขณะได้ด้วยความประมาท เป็นเพราะมีสติกำกับอยู่นั่นเอง 

          ตอบไปแล้ว เห็นผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ทำหน้างงๆ . . ตรงนั้นแหละครับที่เป็น KPI (ตัวชี้วัด) ที่ทำให้ผมเห็นชัดว่าที่ตอบไปนะดีแล้ว !