<p>รายงานผลการสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  ครั้งที่ 12  ปีการศึกษา  2555 และการศึกษาดูงาน  ณ บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผู้เขียนเดินทางเข้าร่วมวงฟังด้วย</p>

วันที่  16-17 มีนาคม  2556  ณ อาคารประชาสังคมอุดมพัฒน์  สถาบันวิจัยประชากรและสังคม  มหาวิทยาลัยมหิดล  วิทยาเขตศาลายา  จังหวัดนครปฐม

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม  2556  เวลา 08.00 – 16.30 น.

  หลังจากลงทะเบียนรับเอกสารแล้วเข้าฟังเรื่อง ชวนคิดชวนคุยสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา: เรามาเพื่อวิพากย์หรือมาเพื่อพัฒนา..?

ผู้ร่วมเสวนา :  ศ. สุริชัย  หวันแก้ว

รศ. ดร. สมศักดิ์  ศรีสันติสุข

อ. ดร. สายพิณ  ศุพุทธมงคล

ผู้ดำเนินรายการ: รศ. ดร. กฤตยา  อาชวนิจกุล

เก็บประเด็นที่ได้ฟังมาดังนี้

  หัวข้อที่ตั้งไว้ไม่ทราบว่าผู้จัดต้องการอะไรเพราะเขาให้แต่หัวข้อมา  แต่ทุกอย่างล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไป  ในอดีตนั้นถือว่าคุณหมอเป็นใหญ่ในโรงพยาบาล ปัจจุบันถือว่าโรงพยาบาลเป็นใหญ่  แต่แนวโน้มในอนาคตถือว่าผู้ป่วยเป็นใหญ่

  มองในแง่มานุษยวิทยาจะเห็นว่า..โลกดำเนินไปด้วยความเชื่อ  เช่น ปิรามิต , กำแพงเมืองจีน , ล้วนสร้างมาจากความเชื่อเป็นฐาน เป็นต้น  แง่คิดคือเรามีดวงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลาแต่เราไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์  วิชาทางสังคมวิทยาจะยืนอยู่ได้เราต้องแตกดอก  ออกช่อ  ต่อยอด  ลิดรอน  รานกิ่ง  ออกไปเสียบ้าง

คำว่าวิพากย์คือการที่เราได้มาพูดคุยกัน  คำว่าวิจารณ์คือการให้ความคิดความเห็นอย่างมีเหตุผลมีข้อเสนอแนะ  อย่างแรงต้านเงียบ ๆ ของคนภาคอีสานจึงทำให้รัฐเข้าไปพัฒนาได้ช้ามาก  เดี๋ยวนี้บทบาทของนักสังคมวิทยาหายไป  เราต้องช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสได้มีโอกาสเอาเสียงออกมาสะท้อนให้สังคมยอมรับ  เราควรนำเอาความรู้กลับไปสู่ชุมชนในเวทีชาวบ้าน  แม้งานที่ทำวิจัยแล้วชาวบ้านได้อะไร

  การจะลงมือทำสิ่งใด  ถ้าไม่ปรึกษากับนักสังคมวิทยา-มานุษยวิทยาแล้วจะเดือดร้อนภายหลัง  เราจำเป็นต้องเข้าใจบทบาทที่แท้จริงของสาขาวิชาเรา  โลกตะวันตกเกิดขึ้นมาจากความเดือดร้อนของประชาชนหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  แต่ปัจจุบันนี้มีความสนใจให้ทุนทางสังคมวิทยา-มานุษยวิทยาเพียง 3 -5 % เท่านั้น  ต่อไปนี้คนในสาขาวิชาเดียวกันต้องสนทนากันข้ามสาขาวิชาด้วย  เพราะการพัฒนาโดยไม่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลางนั้นถือว่าอันตราย

และปัจจุบันคนเราเผชิญหน้ากับความเสี่ยงภัยมากขึ้น  เพราะการเงินนำหน้าในทุกเรื่องเราเห็นเศรษฐกิจกำกับสังคมขณะนี้

  บทสรุปคือสังคมไทยเราปัจจุบันคนกำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นแต่ไร้ภูมิคุ้มกัน  คนในสายวิชาเรายังขาดผู้ที่พูดรู้เรื่องหรือพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย  ที่จริงแล้วผิดคือผิดถูกคือถูกนั้นคือการสื่อสารในวิชาของเรา  ทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมแยกขั้วแม้เราอยู่ในแผ่นดินเดียวกันแต่อยู่คนละโลก  ความจริงเราต้องตรวจสอบยอมรับร่วมกันในอุบายที่มีเชิงซ้อนต่าง ๆ  การที่กลุ่มคนมีเงื่อนไขที่จะอ้างพระเจ้าอยู่หัวบ้าง  อ้างศาสนาพุทธบ้างก็อย่างที่เราเห็นนั้นแล

ช่วงบ่ายมีการเสวนากลุ่มย่อยและนำเสนองานวิจัยนักศึกษา  จากกการเข้าฟังในกลุ่มที่ 4 เสนองานวิจัยดังนี้

1 . เรื่องการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมของคำว่าขี้ในภาษาลาวเวียง  ตำบลหนองกบ  อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี 

  ผู้นำเสนอคือ สมิทธิชา  พุมมา  นศ. ป. เอก  ม. มหิดล  จับประเด็นได้ว่า...จากคำและสำนวน ..ขี้..จำนวน 430 รายการที่คนลาวเวียงใช้ในชีวิตประจำวันพบว่า  ขี้  แบ่งเป็น 2 ความหมายคือ ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย

  คำว่า  ขี้  ในภาษาลาวเวียงแบ่งเป็น 5 หมวดใหญ่ ๆ ดังนี้

1 . ขี้ใช้เรียกของเสียออกมาจากร่างกายคนและสัตว์

2 . ขี้สื่อถือของเสียความหมายขยาย

3 . ขี้สื่อถึงพฤติกรรมของมนุษย์ในแง่ไม่ดี

4 . ขี้สื่อถึงคำอุทาน, คำด่า, ความหมายเชิงลบ

5 . ขี้สื่อถึงวัฒนธรรมคำสอน, วรรณกรรม, สำนวน, สุภาษิต

......................................................................

2 . เรื่องการตั้งชื่อเพลงของศิลปินวง  Bodyslam: การศึกษาตามแนวทฤษฎีอรรถศาสตร์ปริชาน

  ผู้นำเสนอคือ ณัฐชยา  ปันทกา  จับประเด็นได้ว่า...จากเพลงทั้งหมด 52 เพลง  พบว่าส่วนใหญ่เป็นชื่อเพลงในระดับคำมากที่สุด  ตั้งชื่อโดยการให้ความสำคัญกับเรื่องราวของเพลงเป็นหลักเช่นเพลงความรัก, หวั่นไหว, คนที่ถูกรัก ฯลฯ  รองลงมาเป็นเพลงเปรียบเทียบ  เช่น  เพลงอากาศ, จันทร์ยังเต็มดวงและแสงแรก ฯลฯ

  เน้นชื่อเพลงเพื่อเป็นอัตลักษณ์เพื่อให้ผู้ฟังสนใจติดตามผลงานนั้นแล

......................................................................

3 . เรื่องการศึกษาคำสรรพนามที่ปรากฏในผญา  กรณีเปรียบเทียบระหว่างผญาภาษิตกับผญาเกี้ยวพาราสี

  ผู้นำเสนอคือ  อัญมณี  ธรรมเสนา  จับประเด็นได้ว่า...จากคำสรรพนามที่ปรากฏในผญาพบว่ามี  8  คำที่ใช้มากที่สุดคือคำว่า  เพิ่น  เป็นสรรพนามบุรุษที่ 3  คำสรรพนามที่ปรากฎในผญาเกี้ยวพาราสีมี 5  คำที่ใช้มากที่สุด คือคำว่า เจ้า  เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 2  นั้นแล.

......................................................................

4 . เรื่องวรรณยุกต์ 4  เสียงในภาษาลาวบ้านติ้ว

  ผู้นำเสนอคือ  พิทักษ์  เมืองพรวน  จับประเด็นได้ว่า...คนแต่แรกมาจากเวียงจันทร์มาอยู่บ้านติ้ว  เดิมทีคนลาวมาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลากว่า  325 ปี  พบว่า  วรรณยุกต์ในช่อง A คือ  A 1 – 23 – 4  อีกประการหนึ่งคือ  ภาษาลาวทั่วไป  แบ่งช่อง DL 4 และ DS 4  ทำให้ 2  ช่องมีเสียงวรรณยุกต์แตกต่างกัน  แต่ภาษาบ้านติ้วมีเสียงช่อง DL 4 และ DS 4  มีเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน

  สรุปว่า  ภาษาลาวบ้านติ้วมีลักษณะแปลกไปจากภาษาลาวอื่น ๆ

..........................................................................

</span>