
ว่าแล้วว่า ในแต่ละวันเราจะพบกับสิ่งที่ไม่พอใจ ไม่สบายใจ ทุกข์ใจไม่จากคนหนึ่งก็คนหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้ว่าเราจะวางอุเบกขาแล้วเพียงใดก็ตาม ก็หาใช่จุดจบของความทุกข์ใจอย่างแท้จริงสำหรับมนุษย์ไม่ เพราะเราได้แบกความทุกข์ที่ต้องอดทนนั้นกลับมาบ้านด้วย จึงทำให้คิดตลอดว่าทำอย่างไร เราจะไม่ทุกข์ใจ ไม่ตรอมใจกับสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็นนั้น พอกลับมาถึงบ้านจึงค้นหาคำสอนของพระพุทธองค์ว่าท่านสอนให้เราทำอย่างไรหากพบกับเหตุการณ์ที่ไม่สบายใจ พระองค์สอนว่า "เมื่อใด เธอกระทบถ้อยคำอันไม่เป็นที่พอใจเข้าก็ยังเป็นคนสงบเสงี่ยม อ่อนโยน เรียบร้อยอยู่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้นแหละควรถือว่า เธอเป็นคนสงบเสงี่ยม เป็นคนอ่อนโยน เป็นคนเรียบร้อยจริง" และวันนี้เราก็ได้พบกับความไม่พึงพอใจจากบุคคลที่เราควรต้องให้ความเคารพเราจึงต้องอดทน อดกลั้น เราได้ทำแล้ว แต่ความคิดและจิตใจยังวนเวียนวิเคราะห์อยู่ตลอดว่าทำไมๆๆๆ จิตของเรายังโกรธ อยู่เสียใจอยู่แม้จะไม่ถึงกับอาฆาตแค้นบุคคลเหล่านั้นอยู่ ก็ตาม และหากยังมีใจคิดร้ายต่อบุคคลเหล่านั้น ยิ่งจะเป็นบาปในใจ จึงรู้สึกได้ถึงความผิดของตนเอง และสำนึกได้ว่าเราเองต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด และกลายเป็นว่า เราไม่ได้ทำตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพราะเรายังศึกษาไม่ลึกพอ ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงความคิดของเราใหม่ เหมือนที่มีคนกล่าวว่า เปลี่ยนความคิด ชีวิตจะเปลี่ยนไป เราควรจะรู้ว่า หาก มีใครก็ตามที่ กระทำต่อเรา ดังนี้
1. กล่าวโดยการอันสมควรหรือไม่สมควรก็ตาม
2. กล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม
3. กล่าวด้วยคำอ่อนหวานหรือคำหยาบคายก็ตาม
4. กล่าวด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ก็ตาม
5. มีจิตเมตตาหรือมีโทสะภายในกล่าวก็ตาม
สิ่งที่เราควรทำก็คือ ปล่อยวาง ได้ยินก็แค่ได้ยิน เห็นก็แค่ได้เห็น เวทนาก็แค่เวทนา ไม่ต้องเก็บเอามาเป็นอารมณ์ คำพูดแค่นั้นไม่ทำให้ถึงตายหรอก"ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาลามก เราจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์ เราจักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น และเราจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปตลอดโลก ทุกทิศทุกทาง ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น ดังนี้."
และพระพุทธองค์ได้กล่าวถึงโทษของความไม่อดทน ๕ ประการ ดังนี้
1. ผู้ไม่อดทนย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนเป็นอันมาก
2. ย่อมเป็นผู้มากด้วยเวร
3. ย่อมเป็นผู้มากด้วยโทษ
4. ย่อมเป็นผู้หลงทำกาละ
5. เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก.
ท้ายนี้ สบายใจแล้ว เมื่อได้ศึกษาพระพุทธวจนะของพระองค์ และอยากบอกผู้ที่ชอบทิ่มแทงคนอื่นด้วยคำพูดว่า คำพูดของท่านเสมือนลูกธนูของข้าศึกที่ทิ่มแทงผู้เข้าสงครามฉันนั้น เจ็บปวด น่ากลัวยิ่งนัก อย่าได้กระทำเลย
(137) ชนพาลกล่าวคำหยาบด้วยวาจา ย่อมสำคัญว่าชนะทีเดียว แต่ความอดกลั้นได้ เป็นความชนะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่.
(80.24/327 หรือ 45.15/227 อสุรินทกสูตร)