กิจกรรมนอกหลักสูตร : หนึ่งในการบริการวิชาการแก่สังคมในมิติของ "นิสิต นักศึกษา"

การนำพาเอาองค์ความรู้ในมิติของนิสิตไปสู่ชุมชน ผ่านกิจกรรมของนิสิต หรือองค์กรนิสิต ผมยังถือว่าเป็นงานบริการวิชาการอย่างไม่ผิดเพี้ยน เพราะสิ่งที่นำไปถ่ายทอดและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนนั้น ล้วนเกิดจากความรู้จากวิชาชีพที่ร่ำเรียนกับผู้สอน หรือบางเรื่องอาจเกิดจากประสบการณ์ตรงผ่านมิติต่างๆ

ระยะหลังๆ  เมื่อมีโอกาสได้แสดงทัศนคติที่มีต่อกระบวนการพัฒนานิสิตผ่านระบบและกลไกของกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือกิจกรรมนอกชั้นเรียน  ผมมักสะท้อนมุมมองตัวเองอย่างตรงไปตรงมา  บ่อยครั้งเหมือนถึงลูกถึงคน หรือแม้แต่กะเทาะกระบวนการบางอย่างของผู้ที่เกี่ยวข้องเสมอ  โดยเฉพาะประเด็นกิจกรรมนิสิตกับ  สถานะของการเป็นงานบริการ  (วิชาการ) สังคม




การบริการสังคม หรือที่เรียกในอีกมุมหนึ่งว่า “การบริการวิชาการแก่สังคม”  ถือเป็นหนึ่งในภารกิจ 4 ประการหลักของมหาวิทยาลัย (การเรียนการสอน-วิจัย-ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม-บริการวิชาการ)  แต่เมื่อไม่นานมานี้  ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ได้นิยามความหมายว่า “กิจกรรมนิสิต”  หรือกิจกรรมที่นิสิตจัดขึ้นนั้นไม่นับเป็นการบริการวิชาการแก่สังคม  เพราะการบริการวิชาการแก่สังคม  หมายถึงการงานอันเป็นกิจกรรมของอาจารย์และบุคลากรเท่านั้น


แน่นอน-ผมไม่โต้แย้งอันใดกับมุมมองของผู้ทรงคุณวุฒิ  ตรงกันข้ามกลับทำความเข้าใจและให้เกียรติต่อ “นิยามความหมาย” ของคำว่า “บริการวิชาการ”  ที่ระบบได้จัดตั้งขึ้นอย่างไม่อิดออด  แต่ถึงกระนั้น  ผมก็ไม่เคยละเลยที่จะกระตุ้นให้เหล่าบรรดาผู้นำกิจกรรมทั้งหลาย ได้ “รู้” และ “ตระหนัก” ว่ากิจกรรมนอกหลักสูตรที่นิสิตได้ร่วมรังสรรค์ขึ้นนั้น  ล้วนมีคุณค่าและมูลค่าเฉกเช่นเดียวกับการงานของอาจารย์และบุคลากรได้จัดขึ้นอย่างไม่ผิดเพี้ยน  เพียงแต่อยู่คนลู่วิ่ง และมีความเข้มข้นต่างกันไปตามบริบทของเรื่องนั้นๆ






ย้อนกลับไปปี 2554  เป็นปีที่ผมหนุนเสริมให้เกิดนโยบาย หรือแม้แต่วาทกรรมเชิงรุกในวิถีแห่งการพัฒนานิสิตของมหาวิทยาลัยด้วยการกำหนดให้ “กิจกรรมนิสิต” มีฐานะเทียบเท่ากับการ “บริการวิชาการแก่สังคม” ของมหาวิทยาลัย  พร้อมๆ กับการหนุนเสริมกระบวนการต่างๆ ในการจัดกิจกรรมของนิสิตผ่านวาทกรรมแห่งการปลุกเร้าที่สำคัญๆ เช่น เพราะมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน, ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้ ฯลฯ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยก็ได้ว่าสิ่งที่ผมพูดหรือสะท้อนนั้น สมเหตุสมผลแค่ไหน  เป็นต้นว่า 


·  นิสิตที่เรียนในด้านการแพทย์และสุขภาพ  ลงชุมชนเพื่อให้บริการต่อชุมชนในเรื่องต่างๆ เช่น  การตรวจสุขภาพ  การถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพเบื้องต้นในเรื่องต่างๆ  นิสิตคณะ

·  สถาปัตยกรรมศาสตร์  ลงชุมชนเพื่อร่วมเรียนรู้กับชาวบ้านเกี่ยวกับสร้างบ้านดิน  การออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าชุมชน 
·  นิสิตสายการบัญชี  ลงชุมชนเพื่อถ่ายทอดความรู้และร่วมปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีครัวเรือน  การพัฒนาเว็บไซด์และฐานข้อมูล หรือแม้แต่การจัดการด้านการตลาดร่วมกับชุมชน
·  นิสิตสายศิลปะการแสดง  ลงสู่ชุมชนด้วยการฝึกอบรมและปฏิบัติการเกี่ยวกับเล่นดนตรี  การขับร้อง การฟ้อนรำ  การวาดรูป

·  นิสิตในสายไอทีและสารสนเทศลงชุมชนเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศร่วมกับชุมชน  เช่น  จัดห้องสมุด  จัดทำเว็บไซด์  เอกสาร  จัดทำหนังสั้น  ละคร  เพื่อเผยแพร่ความเป็นชุมชน  หรือการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพอันเป็นทุนทางสังคม (Social Capital) ของชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นๆ

·  นิสิตสายวิศวกรรมศาสตร์  ลงชุมชนเพื่อการสร้างอาคารเรียน หรือลานกีฬาอเนกประสงค์ 

·  นิสิตสายศึกษาศาสตร์  ลงชุมชนเพื่อสอนทักษะการอ่านการเขียนในกลุ่มสาระต่างๆ




อย่างไรก็ตามทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ใช่เน้นแต่กระบวนการของการ “ถ่ายทอด” จากนิสิตไปสู่ชุมชนแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เพียรพยายามปลูกฝังให้นิสิตตระหนักถึงกระบวนการเรียนรู้ภายใต้แนวคิดหลักของการ “เรียนรู้คู่บริการ”  (Service Learning)   รวมถึงกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  (Participatory Learning Process) ระหว่างนิสิต (มหาวิทยาลัย) กับชุมชน

แต่อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่ผมสะท้อนไปนั้น  เป้าหมายอันแท้จริงมิได้อยู่ที่การนำพาให้กิจกรรมนอกหลักสูตรที่จัดขึ้นโดยเหล่าบรรดาผู้นำนิสิตได้เหยียบยืนอยู่ในลู่วิ่งเดียวกับภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยเสียทั้งหมด  แต่ในเนื้อแท้แห่งการคิดของผมนั้น  ผมมุ่งมั่นที่จะใช้วาทกรรมเช่นนี้  เพื่อบ่งบอกถึงคุณค่าและมูลค่าของสิ่งที่นิสิตกำลังขับเคลื่อนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมโดยยึดเอากิจกรรมเป็นฐานของการเรียนรู้  (Activity Based Learning)  เป็นที่ตั้ง



ความมุ่งมั่นดังกล่าวนี้ คือการสะท้อนให้นิสิตได้มีขวัญกำลังใจ และเชื่อมั่นต่อสิ่งที่ตนเองกำลังลงมือปฏิบัติ หรือลงมือเรียนรู้  รวมถึงการมุ่งชี้ประเด็นให้นิสิตตระหนักรู้ตนเอง  (Self Awarenessว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคม และตระหนักรู้ถึงบทบาทและสถานะของการเป็น “กลุ่มคนแห่งความหวังของสังคม”

แน่นอนครับ  การนำพาเอาองค์ความรู้ในมิติของนิสิตไปสู่ชุมชน ผ่านกิจกรรมของนิสิต หรือองค์กรนิสิต  ผมยังถือว่าเป็นงานบริการวิชาการอย่างไม่ผิดเพี้ยน  เพราะสิ่งที่นำไปถ่ายทอดและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนนั้น  ล้วนเกิดจากความรู้จากวิชาชีพที่ร่ำเรียนกับผู้สอน  หรือบางเรื่องอาจเกิดจากประสบการณ์ตรงผ่านมิติต่างๆ อย่างหลากหลายในเส้นทางของการใช้ชีวิตและเรียนรู้ชีวิต ...

ครับ-ให้กำลังใจกันเถอะครับ ให้กำลังใจหนุนเสริมให้นิสิตและกิจกรรมนอกหลักสูตรได้พูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของการบริการวิชาการแก่สังคมของนิสิต  - บันเทิง เริงปัญญา นั่นเอง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (11)

เขียนเมื่อ 

....เรียนรู้ของจริง ..... ได้เห็นการปฎิบัติจริง .... ขอบคุณบทความดีดีนี้ค่ะ 

เขียนเมื่อ 

win win ทั้งนิสิตนักศึกษาและสังคม ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ

เขียนเมื่อ 



ปลูกฝังคุณค่า  คำว่า  " ชีวิต"  ขอบคุณจ้ะ

อาจารย์พาไปทำ....ปลูกฝังจิตสำนึก...นักศึกษามีส่วนร่วมและคิดสร้างสรรค์...มีชุมชนเสริมหนุน...สู่ความสุขที่ยั่งยืนแก่ตนและสังคมนะคะ....

-สวัสดีครับ..

-ตามมาให้กำลังใจกับน้องๆ นิสิต..

-บันเทิง เริงปัญญา

-วันนี้มีภูมิปัญญาด้านการทำน้ำอ้อยงบ มาฝากครับ...


เขียนเมื่อ 

แวะมาเชียร์ค่ะ

เขียนเมื่อ 

งานบริการเพื่อคนในสังคม ที่เราอยู่ร่วมกัน เป็นเรื่องราวที่ได้ทำก็จะเห็นว่ามันมีส่วนขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงได้ จริง ช่วยกัน ตือเนื่อง ต่อไปเชียร อัพค่ะ

เขียนเมื่อ 

เราออกไป เราเรียนรู้ เราสืบสานต่อ การทำเพื่อกันและกัน

เขียนเมื่อ 

คำนิยาม ก็คือส่วนของคำนิยาม แต่การปฏิบัติเป็นความจริงที่สุด เพราะสุดท้ายจะบริการวิชาการหรือกิจกรรม ผลลัพธ์คือ ประโยชน์ที่สังคมได้รับ และที่สำคัญกิจกรรมนิสิตยังมีประโยชน์ต่อนิสิตเองด้วย 

ไม่มีคำนิยามใดที่จะสมบูรณ์ที่สุด บางครั้ง(แม้ผมจะเป็นสายผู้สอน)ผมมองว่า กิจกรรมที่เด็กทำมีประโยชน์มากกว่าการบริการสังคมที่ถูกจัดโดยบุคคลตามคำนิยามข้างต้นด้วยซ้ำ

การประเมินบางอย่างไม่ใช่สามารถประเมินหลังอบรมหรือกิจกรรมได้เลย บางครั้งสิ่งที่ทำในวันนี้อาจจะไปเกิดผลที่งดงามใน ๒๐ ปีข้างหน้าก็ได้ 


จะนิยามความหมายอย่างไรคงไม่เท่ากับใจที่เราคิดอย่างไร

ขอบคุณที่นำเสนอสิ่งดีๆๆครับ

เขียนเมื่อ 

แวะมาชม และ เชียร์ ค่ะ

เขียนเมื่อ 

เรียนท่านอาจารย์

ศิษย์ดีเพราะมีครูดีค่ะ