• เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ

Blog and Dialogue

ผมอยากพูดถึงเรื่องบล็อก กับ dialogue มานานแล้ว   ผมรู้สึกว่าสองอย่างนี้
มีความเกี่ยวข้องกันอยู่พอสมควร  ผมตั้งคำถามกับตัวเองไว้ว่า
- บล็อกทำให้เกิด dialogue ไหม
- อะไรบ้างที่เป็นองค์ประกอบของ dialogue  และสิ่งนั้นยังมีอยู่ในการแลกเปลี่ยน
ผ่านทางบล็อกหรือไม่

จำได้ว่า เคยอ่านถึง phase ต่างๆ ของ dialogue เลยไปค้นภาพเจอ

การ "แขวน" (suspend) คือการถอดความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก ออกมาแสดง
เพื่อเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ถูกพิจารณาร่วมกันกับกลุ่ม  ถือเป็นทางแยกสำคัญของการเกิด dialogue
ผมเชื่อว่าบล็อก สามารถสร้างให้เกิด การแขวนนี้ได้  ถ้าผู้เขียนเขียนอย่างเปิดใจ
แสดงความคิด ความเชื่อ ความรู้สึกออกมา  เพื่อร่วมกันคิดพิจารณากับคนอื่นๆ
อย่างจริงใจ  เงื่อนไขสำคัญก็คือ ความไว้วางใจ(Trust) ว่าคนอื่นๆ จะไม่มองว่าเรา
เป็นคนโง่ ที่คิดแบบนี้ออกมาได้ไง  จุดนี้ IT คงช่วยได้น้อย  คงต้องพึ่งการพบปะ
แบบ face 2 face เพื่อสร้างความไว้วางใจ

ความเกี่ยวข้องสุดท้าย คือเรื่อง flow หรือการไหลของความคิด (='dia')
ถ้าเป็น dialogue แบบเจอหน้ากันในวง  จะรู้สึกว่า มีกระแสความคิดไหลวนอยู่
ภายในวง  โดยทุกคนมีส่วนร่วมกัน ในการเสริมต่อกระแสเหล่านี้
ในขณะที่บนบล็อกนั้น กระแสความคิด โดนจับ "capture" ออกมาชัดเจน
เป็นคำพูดในบันทึก  ขณะเดียวกันก็มีศักยภาพที่จะไหลไปทั่วทุกแห่งหน
เพราะคนทั่วโลกสามารถเข้ามาอ่านบล็อกได้ทุกคน ไหลข้ามกาลเวลา
เพราะคนจะเข้ามาอ่านเวลาใดก็ได้ ผ่านไปกี่ปีก็ได้  บางทีคนยุคต่อไปก็อาจ
รู้สึกเหมือนได้อยู่ในวงสนทนาที่แสนมีชีวิตชีวา ของคนรุ่นก่อนเขาถึงสิบปีก็ได้

ผมจะเรียก Dialogue แบบนี้ ว่า Diablog ดีไหมครับ  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 529
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

อาจารย์กรกฎ . . . Diagram ดีมากเลยครับ . . . ทำให้เห็นภาพชัดว่า เส้นทางไหนเป็น Dialogue เส้นทางไหนเป็น Debate . . . ผมชอบมากคำว่า "Diablog" โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าน่าจะใช้ Dialogue ผ่าน Blog ได้ เพียงแต่ว่าถ้าจะให้ดีผมคิดว่าต้องจัดเวที (วงสนทนาแบบ F2F) ให้ได้เห็นหน้าเห็นตากันบ้าง เป็นการสร้างกิจกรรมที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ทำให้เริ่มไว้เนื้อเชื่อใจกัน ที่เรียกว่า ต้อง "Touch" สัมผัสใจกันก่อน จึงจะไว้ใจกัน ซึ่งก็คือ "Touch & Trust" นั่นเอง (ผมเพิ่งได้ยินมาจากท่านศาสตราจารย์ศุมน ในการประชุม Board ของ สคส. เมื่อเช้าวันนี้)

ศาสตราจารย์์สุมน ท่านเป็นผู้อาวุโส ที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง
ผมชอบดูเวลาท่านพูด มีจังหวะจะโคน มีความชัดถ้อยชัดคำ
(ต่างจากคนรุ่นผม ที่มักรีบพูดแบบกลัวคนแย่งพูด)
อาจารย์ท่านมักจะมีคำพูดงามๆ มาฝากเสมอ

ผมจะจำคำว่า "Touch & Trust" ไปใช้ครับ อ.ประพนธ์

ดีค่ะ น่าสนใจดี