เวลาที่เหลืออยู่ 6

มีคนถามหลวงพ่อชาว่า คนทำงานทั่วๆไปจะหาเวลาปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ท่านถามกลับว่าแล้วเวลาทำงานโยมหายใจอยู่หรือเปล่า

ว.วชิรเมธี

 

ที่มาของ “อาศรมอิสรชน”

ประมาณปี ๒๕๔๓ ช่วงที่อาตมาเรียนจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้ว พบว่าเรียนจนถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่คำตอบ ช่วงนั้นได้คุยกับเพื่อนที่เป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำงานที่ต้องแบกภาระบริหารงานเอกสารมากมาย ท่านรับทุกเรื่องจนเครียดมาก จึงตัดสินใจลาออก ประกอบกับอาตมาเอง ก็เบื่อวงการสงฆ์ มองไปทางไหนไม่เห็นครูบาอาจารย์ที่จะช่วยยกจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้นมา เห็นแต่พระซึ่งมักใหญ่ใฝ่สูง แก่งแย่งแข่งขัน อิจฉาริษยาพระบางรูปมีความเป็นนักการเมืองมากกว่าความเป็นพระเสียอีก เวลาวัดความเจริญในสมณเพศกันก็ไม่ถามว่า ท่านมีศีล สมาธิ ปัญญา เพิ่มขึ้นหรือเปล่า กลับถามว่า ปีนี้จะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคุณแล้วหรือยัง เป็นเจ้าอาวาสแล้วหรือยัง บรรยากาศแบบนี้ไม่เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจ

พออาตมาได้ไปสวนโมกข์ เห็นความสงบ วิเวก ก็รู้ว่าชีวิตพระน่าจะเป็นชีวิตที่สงบงามและเรียบง่าย กลับมาอาตมากับเพื่อนก็เลยไปเรียนปริญญาโทที่มหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัยเพื่อหาความรู้ไว้เป็นไม้กันหมา ระหว่างนั้นก็เดินทางขึ้นเชียงรายมาด้วยกัน ที่นี่ทุกตารางนิ้วก่อให้เกิดความสุขอย่างยิ่ง มองไปทางไหนเห็นแต่ป่าดงพรไพร ได้ยินเสียงจักจั่นเรไรขับร้องเหมือนซิมโฟนีวงใหญ่ มองขึ้นไปบนฟ้า อาตมาก็เห็นแต่ดวงดาวพราวพรายนับแสนนับล้านดวงเหมือนจะเอื้อมมือไปหยิบได้ ตื่นเช้าขึ้นมาอาตมาก็ได้เดินเหยียบไปบนน้ำค้างเหนือยอดหญ้าแสนสดชื่น ธรรมชาติที่นี่ โอบอุ่น ให้เราได้เป็นพระเต็มเวลา พอวันมาฆบูชาปี ๒๕๔๕ ก็เลยคุยกับเพื่อนวา เรามาทำอาศรมอยู่กับเลยดีกว่า อาตมาตั้งชื่อว่าอาศรมอิสรชน ความหมายคือ ชนที่เป็นอิสระจากกิเลส หรือแปลอีกนัยหนึ่งคือพระอรหันต์นั่นเอง เพราะเป้าหมายสูงสุดของอาศรมอิสรชนก็คือ การเป็นพระอรหันต์

หนังสือ คนสำราญงานสำเร็จ

เล่าถึงพระเซนเป็นถึงเจ้าของสำนักในญี่ปุ่น อายุ ๘๐ ปี ทำงานทุกวันไม่เคยหยุด บรรดาลูกศิษย์จึงออกอุบายนำเครื่องมือไปซ่อน ท่านไม่ยอมฉันอาหาร ไม่ยอมพบปะกับใคร ลูกศิษย์จึงไปกราบเรียนถาม ท่านตอบว่า “คนที่ไม่ทำงานก็ไม่สมควรมีชีวิตอยู่”

ในการทำงานมีการใช้ชีวิต ในการใช้ชีวิตมีการปฏิบัติธรรม

ระหว่างปฏิบัติงานมี อิทธิบาท ๔ มีพรหมวิหาร ๔ เป็นต้น ดังนั้นงานกับธรรมอยู่ด้วยกัน เพียงแต่เราต้องมีสติรู้ทันรู้รอบ

เหมือนมีคนถามหลวงพ่อชาว่า คนทำงานทั่วๆไปจะหาเวลาปฏิบัติธรรมได้อย่างไร

ท่านถามกลับว่าแล้วเวลาทำงานโยมหายใจอยู่หรือเปล่า

 การรู้จักแบ่งหน้าที่การงาน อย่างพระพุทธเจ้าแบ่งงานวิชาการให้พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะดูแลด้านบริหารจัดการทั่วไป พระอุบาลีดูแลด้านวินัย พระอานนท์ดูแลเรื่องกิจวัตรส่วนตัวของพระองค์(เลขา) แล้วพระองค์ทำอะไร

 เรื่องเล่า  โมงยามแห่งความสุข

   มีอยู่วันหนึ่งมีคนเลี้ยงโคไปเจอพระพุทธเจ้าในป่า คนเลี้ยงโคสงสัยว่า เอ...ใครนะ มานั่งอยู่ในป่าแห่งนี้ หิมะโปรยปราย ลมหนาวรำเพยพัด สมณะหนุ่มรูปหนึ่งมีจีวรคลุมตั้งแต่หัวลงมา โผล่แต่ตานิดเดียว นั่งอยู่อย่างนั้น เขาสงสัยมาก ก็นึกว่าคงเป็นภิกษุธรรมดา จึงเดินเข้าไปถามว่า "ท่านเป็นใคร"

   พระองค์ตอบว่า "ฉันคือสมณโคดม"

   "พระพุทธองค์มานั่งอยู่แบบนี้ หิมะโปรยสาย ลมหนาวรำเพยพัดอย่างนี้ ผ้าห่มก็แสนบาง พระองค์มีความสุขไหม"

   พระพุทธเจ้าตรัสถามกลับว่า"ก่อนที่ฉันจะตอบเธอ ฉันขอถามก่อนว่า เธอไปไหนมา"

   ชายผู้นั้นตอบว่า "ผมเองเป็นคนเลี้ยงโค โคผมหาย ตอนนี้ผมกำลังตามหาอยู่"

   พระพุทธเจ้าถามว่า "หายไปกี่ตัว"

   ตอบว่า "๑๖ ตัว"

   พระพุทธเจ้าถามต่อว่า "เธอคิดว่าฉันมีโคไหม"

   "พระองค์ไม่น่ามี"

   "เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีโค และโคไม่เคยหาย จะมีความสุขไหม"

   "มีสิครับ"

   พระองค์ตอบว่า "ดี"

   พระพุทธองค์ถามต่อว่า "ในเมืองนี้ใครมีอำนาจมากที่สุด"

   คนเลี้ยงโคตอบว่า "ต้องเป็นพระเจ้าพิมพิสารสิ มีอำนาจมากที่สุด"

   "พระเจ้าพิมพิสารออกมานั่งตากลมแบบฉันได้ไหม"

   ตอบว่า "ไม่ได้"

   พระพุทธเจ้าก็เลยถามว่า "ระหว่างฉันที่ออกมานั่งตากลมอยู่ที่นี่กับพระเจ้าพิมพิสารซึ่งมีอำนาจมากที่สุด ใครมีความสุขมากกว่ากัน"

   คนเลี้ยงโคจึงตอบว่า "พระองค์ต้องมีความสุขมากกว่า"

...............................

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้

สไลค์ต่อไปจะเป็นหลักคำสอนของท่าน ติท นัท ฮันห์

 


<p></p>

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ลมหายใจแห่งตัวตน



ความเห็น (1)