จิตใจที่มี "ปฏิฆะ..."


พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนเรา ให้เราทุกคนพากันรู้นะ การปฏิบัติธรรมนั้นมันต้องอดมันต้องทน มันต้องหยุดมันต้องปล่อยมันต้องวาง เราจะทำตามใจตัวเองไม่ได้ ทำตามอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ถึงแม้จะอึดอัดขัดเคืองเกิดปฏิฆะ เกิดความไม่พอใจ แน่นหน้าอก เพราะว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ทวนโลกทวนกระแสไม่อาจจะตามจิตตามใจของเราได้

บางคนยังไม่เข้าใจการประพฤติปฏิบัติคิดว่ามันขัดใจเรามันทำให้เราไม่พอใจ ทำให้เราเสียอิสรภาพ ลิดรอนสิทธิของเรา คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ถูกต้อง มันใช้ไม่ได้  

ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มันถูกต้องนะ เพราะถ้าเราไม่อึดอัด ถ้าเราไม่กระวนกระวาย ถ้าเราไม่กระสับกระส่ายนั่นน่ะสมาธิของเราจะเกิดได้อย่างไร สติของเรามันจะเกิดได้อย่างไร ปัญญาของเรามันจะเกิดได้อย่างไร...?


ความอึดอัดขัดเคือง เกิดความท้อแท้ เบื่อหน่าย หมดกำลังจิตกำลังใจในชีวิตนั่นแหละเรากำลังประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าเราทำอะไรก็ได้ตามใจหมดสิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่ได้ฝึกจิตฝึกใจของเรา โอวาทพระปาฏิโมกข์ของพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ขันตีปรมัง ตะโปตีติกขา ขันติคือความอดกลั้นเป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง” มันต้องมีความอดมีความทน เพื่ออบรมบ่มใจอบรมบ่มอินทรีย์สร้างบารมีให้กับตัวเรา

ที่เรามองดูคนส่วนใหญ่นี้กำลังแสวงหาความถูกใจความชอบใจ อันไหนเราชอบใจเราก็ว่าสิ่งนั้นดี อันไหนเราไม่ชอบใจเราก็ว่าสิ่งนั้นไม่ดี

พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา ครูบาอาจารย์สอนเรานะ มันอยากไปเราก็ไม่ไป ถ้าเราไปเราก็ไม่ได้ฝึกใจของเรา เราก็เป็นคนไม่หนักไม่แน่นไม่สุขุม เป็นคนไม่มีสมาธิ มันอยากพูดเราก็ไม่พูด มันอึดอัดขัดเคืองอย่างไรเราก็อดเอา เรารักเราชอบคนคนนี้เราก็ทำใจเฉย ๆ ไม่แสดงออกทางกายทางวาจา เราเกลียดคนนี้เราก็เฉย ๆ เราไม่แสดงอาการกิริยาออกทางกายทางวาจา อาหารอย่างนี้มันอร่อย เราชอบ เราก็ทานนิดหน่อยพอประมาณเราก็เฉย ๆ อาหารนี้เราไม่ชอบแต่มันมีประโยชน์ต่อร่างกายเราก็อดเอาทนเอา

การประพฤติปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าท่านให้เราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้นะ

ทุกท่านทุกคนต้องมาแก้ที่ตัวเรามาแก้ที่ตัวเอง เราไปเคารพสักการะครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าที่ท่านปฏิบัติเคร่งครัดท่านก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติให้เรา เราไปหาพระพุทธเจ้าไปหาพระอรหันต์ท่านก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติให้เรา

เราเป็นโยมเราก็ต้องปฏิบัติเอง เราเป็นพระเราก็ต้องปฏิบัติเอง พยายามอดพยายามทนพยายามหนักแน่น พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราพากันวิ่งหาความสงบเพราะว่าความสงบมันอยู่ตรงนี้อยู่ตรงที่เราหยุดตัวเองเบรกตัวเอง ใจของเรามันจะได้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีพรหมวิหารทั้ง ๔ เป็นเครื่องอยู่

เราก็ดูคนอื่นดูผู้ที่ผ่านมา ท่านปฏิบัติไม่ได้ผลก็เพราะว่า “ท่านจะปฏิบัติเอาแต่สิ่งที่ท่านรักท่านชอบ”

เราเป็นคนกว้างขวาง เป็นพระกว้างขวางที่แสวงหาความดับทุกข์ อันนั้นเราพากันไปแสวงหาภายนอกมากเกินนะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้น

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่าให้เราพยายามพูดน้อย ๆ ไว้ ไม่จำเป็นไม่ต้องพูด

เรื่องปฏิฆะ เรื่องไม่พอใจในครูบาอาจารย์ ในสถานที่ ในเพื่อนฝูง ในญาติโยมนี้แหละ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เราต้องปล่อยเราต้องวางจิตวางใจของเราให้ได้ ที่เราไม่พอใจน่ะแสดงว่าใจเรามีปัญหา ใจของเราเป็นมิจฉาทิฏฐิ เราเกิดมาในโลกนี้มันต้องมีเรื่องที่ชอบใจไม่ใจ อันนี้เป็นเรื่องโลกธรรมเป็นสิ่งที่ประจำโลก เราจะไปปฏิฆะไม่ได้ เราจะไปชอบใครไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเฉย ๆ คนอื่นเราดีเราก็ไม่ได้ดีกับเขา คนอื่นเขาชั่วเราก็ไม่ได้ชั่วกับเขา

“คนที่มีปฏิฆะนี้แสดงว่าเรามีเมตตาน้อย รักคนอื่นน้อย สงสารคนอื่นน้อย” เมื่อเรารักคนอื่นน้อยสงสารคนอื่นน้อยเราจะปฏิบัติเข้าถึงพระนิพพานได้อย่างไร...?

ถ้าเราไม่มีความเมตตาไม่มีความสงสารบุคคลนั้น ๆ เขาทำอะไรที่ดี ๆ เรามองเห็นอยู่ก็เป็นสิ่งที่ขัดหูขัดตาขวางหูขวางตา เพราะปัญหาต่าง ๆ มันอยู่ที่ใจเรา ที่มีความปฏิฆะ ที่มีความอิจฉาพยาบาท

คนเรามนุษย์เรานี้แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งคณะ แบ่งนิกาย แบ่งชั้นวรรณะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรามีปฏิฆะ ไม่ให้ไปแบกนะ

บางคนก็ดูไม่ค่อยมีน้ำใจ “น่าเกลียด” ถ้าคนนี้ไม่ใช่ญาติของเรา น้องของเรา หรือว่าคนที่ให้ผลประโยชน์ต่อเราจะไม่สนใจเลย จะไม่สนใจดูแล ไม่สนใจต้อนรับ ไม่สนใจให้น้ำให้อาหารให้ที่อยู่ให้การอำนวยความสะดวกสบาย อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ใน “ความปฏิฆะ” เหมือนกัน...

คนเรานั่นน่ะท่านตรัสว่าต้องเป็นคนกตัญญูกตเวที คนที่มีบุญคุณต่อเรา มีประโยชน์ต่อเรา เราต้องดูแลเค้าต้องให้เค้าอุปถัมภ์อุปัฏฐากเค้า

ถ้าเราคิดว่าคนนี้เป็น VIP สำหรับเรา เราจึงจะอุปถัมภ์อุปัฏฐากเค้า เราคิดอย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไม่ถูก ครูบาอาจารย์ท่านตรัสว่าไม่ถูก ทุกคนต้องได้รับความเมตตาความสงสารจากเราทั้งหมดไม่ว่าใครเป็นใคร “ความปฏิฆะต้องไม่มีในจิตในใจผู้สร้างความดีสร้างบารมีสร้างคุณธรรม”

เรื่องผลประโยชน์นี้มันไม่เข้าใครออกใครนะ ไม่ว่าเป็นพระเป็นโยมถ้าเราไปหลง พระพุทธเจ้าท่านให้เรามุ่งผลประโยชนคือ “พระนิพพาน” ต้องเป็นคนที่มีเมตตามีกรุณา ไม่มีปฏิฆะ ไม่ให้ใครเอาเงินเอาสตางค์ซื้อหัวใจเราได้ ไม่ให้ใครเอาลาภยศสรรเสริญมาซื้อหัวใจเราได้

พระพุทธเจ้าท่านเมตตาให้เรายินดีกับทุก ๆ คนนะ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร คนเขาจะมีสติมีปัญญา หรือว่าคนนั้นเค้าไม่ฉลาด สุขภาพไม่ดี ก็ต้องรักเค้าเมตตาเค้า ต้องพยายามให้เกียรติเค้า ให้ความเมตตาเค้าทุก ๆ คน จนจำหน้าไม่ได้ว่าเราเคยช่วยเหลือไปไว้บ้าง เมตตาใครไปไว้บ้าง เพราะเราไม่ได้หวังอะไรตอบแทน นอกจากคุณธรรมความดีที่เราจะพึงปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานนะ


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

ค่ำวันจันทร์ที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖



หมายเลขบันทึก: 522414เขียนเมื่อ 15 มีนาคม 2013 07:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 มีนาคม 2013 07:13 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (2)

....พลอยมี....ความสุข-สงบ ไปด้วยนะคะ .....ชื่นชมค่ะ ขอบคุณมากนะคะ

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี