เครื่องสีข้าววันนี้มีข้อเสียคือ  สีแล้วข้าวแตกหักมาก และประสิทธิภาพต่ำ สีได้ไม่หมด มีข้าวเปลือกเหลืออย่างน้อย ๑๐ ปซ.  อย่างมากอาจถึง ๒๕ ปซ.   ต้องทำการร่อนแยกข้าวเปลือกที่สีไม่หมดเข้าไปสีรอบสอง สาม ทำให้เสียเวลา เสียเงิน

พอออกจากเครื่องสี เป็นข้าวกล้อง   ก็ไปเข้าเครื่องขัดขาว ก็ยิ่งมีการแตกหักมากขึ้นอีก   (มากกว่าขั้นการสีเสียอีก)  ถ้าจะให้สวยก็ไปเข้าเครื่องขัดมันต่อเพื่อให้วาว

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้คิดค้นเครื่องสีข้าวแบบไหม้ไว้นานหลายปีแล้ว  ซึ่งมันจะยังเป็นเครื่องขัดขาวในตัวอีกด้วย  วันนี้เพิ่งได้ผลการทดลองออกมาเป็นครั้งแรก  หลังจากสร้างประดิษฐ์ ทดลองโดยนศ.วิศวะป.ตรี สองคน เป็นเวลาประมาณ ๘ เดือน (เด็กมันเกเร ไม่ขยันมุ่งมั่นเท่าที่ควร  ถ้าทำจริงจัง สัก สองเดือนก็เสร็จแล้ว)

แทบโห่ร้องไชโย  เพราะขนาดฝีมือช่างแบบเด็กสมัครเล่น  ยังได้ผลดีขนาดนี้  คือ ข้าวเปลือก ๑๐๐ เม็ด สีไม่ออกเพียง ๓ เม็ดเท่านั้น  (เครื่องสีข้าวราคาแพงเป็นแสนเป็นล้านทั่วไปเฉลี่ยสีไม่หมดถึง ๑๕ เม็ดได้กระมัง ทั้งที่ลองผิดถูกกันมาเป็นร้อยปีแล้วโดยวิศวกรมืออาชีพทั่วโลก) 

นอกจากนี้มันยังขัดขาวในตัวอีกด้วย (จะตั้งให้ไม่ขัดขาวก็ย่อมได้)  ส่วนการขัดมันยังไม่ได้วัด 

การแตกหักของเมล็ดข้าวดูเหมือนว่าจะดีกว่าหรือพอๆกับเครื่องทั่วไป เช่นข้าวหอมมะลิได้ข้าวเต็มเมล็ดประมาณ ๖๕  ปซ.  อีก ๓๕ ปซ. แตกหัก (ที่แตกมากเป็นเพราะข้าวมันเม็ดเล็ก แถมเปลือกแข็ง) 

แต่อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงการสีครั้งแรกของเรา  ด้วยเครื่องต้นทุนสามพันบาทของเราเองตามยถากรรม  ถ้าเราทำวิจัยต่อไปสักสองปี โดยมีทุนวิจัยใหญ่ๆให้สักสิบล้าน เหมือนโครงการอื่นๆ เขา  รับรองว่ากระฉูดแน่  โดยมันน่าจะปฏิวัติวิธีการสีข้าวของโลกนี้ได้เลย

แต่วันนี้ขี้เกียจเขียนขอทุนวิจัย ให้ไอ้พวกผู้ทรงฯกำมะลอ มันวิจารณ์เราเสียๆหายๆ  ทั้งที่มีความรู้เพียงแบบหมาหางด้วน

...คนถางทาง (๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖)