ผมกลับจากประเทศอังกฤษ มารับราชการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อพ.ศ. ๒๕๐๘ ยังทันเห็น :

ความเขียวรอบๆยอดดอยบวกห้า (ปุย ) เชียงใหม่  ดอยสุเทพ หมดไปแล้ว

ความชุ่มชื้น ของหุบ โป่งแยง และน้ำแม่สา ทะเลหมอก รอบๆ ดอยเชียงดาว ป่าเมี่ยง ดอยสะเก็ด

ความเย็นในเดือนเมษายน ขณะขับรถ ขึ้น ดอยขุน(น้ำ) ลาว ลงลุ่ม แม่ขะจาน แม่สรวย

ป่าบนยอดดอยอินทนนท์ ตั้งแต่ผาหมอน ถึงยอดดอย แม้ว่าดูแต่ไกล เหมือนหัวคนตัดผมทรงกะลาครอบ แล้วก็ตาม

ป่าก่อนเข้า บ่อเกลือเหนือ บ่อเกลือใต้ ยังบริบูรณ์ ด้วย ต้นต๋าว (ให้ลูกชิด )

ดอยยาว ดอยผาหม่น ดอยผาตั้ง ยังคลุมด้วยป่าทึบ จนการตรวจการทางอากาศไม่เห็น ค่าย ผกค.

โอ้ ภาคเหนือ ของไทย

คนรุ่นนั้นคือ ปู่  คือตาของคนรุ่นปัจจุบัน (ย่า ยาย มีส่วนร่วม โค่นป่าน้อยกว่า )

นายทุนใหญ่ ก็ทำโรงเลื่อย  นายทุนกลาง ก็ทำโรงบ่มใบยาสูบ ( ใช้ฟืน เป็นแสนๆคิวบิคเมตร ต่อปี)

นายทุนน้อย ก็ ถากถางที่ทำไร่ พืชไร่ หรือ สวนผลไม้

คนตุ๊ก (จน ) ก็แผ้วทำไร่เล็กไร่น้อย เพราะทนแรงกดดันของประชากร ( man : land ratio ) ไม่ไหว

ชาวเขา ทำไร่ข้าว ปลูกฝิ่นขายกันอย่างมโหฬาร เพราะอาชญากรข้ามชาติเปิดตลาดไม่อั้น

พวกเขาเหล่านั้น ส่วนมาก(นับแสนครอบครัว )ทำลายป่า ด้วยความจำเป็นที่ ต้องมีชีวิตสืบลูกหลาน

จำนวนน้อยแต่พลังทำลายล้างสูง ทำด้วยความโลภ อันหาปริมาณมิได้ หมดป่าแล้วก็เอาดิน (ที่ดิน )ไปซ้ือขาย

บัดนี้ กรรมเหล่านั้นตามทันคนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้ว

เข้า มีนาคม- เมษายน ก็แทบไม่มีอากาศหายใจ

พฤษภาคม- ตุลาคม ก็น้ำท่วม ดินถล่มซ้ำซาก ปีละ ไม่น้อยกว่า ๒ รอบ

พอมี ความเย็น และแห้ง ช่วงพฤศจิกายน- มกราคม ไว้ ล่อ "นักท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ " มาทำลายนิเวศน์ที่ยังเหลืออยู่ ด้วยการ

ทำรีสอร์ท และใช้บริการ รีสอร์ท

พวกเขาสำนึกกันหรือ ?  ไม่หรอกครับ ยังตื่น ยางพารา สวนผลไม้เมืองหนาว กันเกร่อไป

คนสามัญจงก้มหน้ารับ " สหกรรม " ของคนรุ่นบรรพบุรุษ ต่อไปเถอะครับ

คนไม่สามัญ ก็สัมมนา ตีโวหาร เร่งการอนุรักษ์ ต่อไป ปลูกป่าผักชี ( ผักชีฝรั่งเรียก CSR  ก็ปลูกงาม นะครับ ) ต่อไป

เพลงรุ่นคุณทวดครวญว่า " โอ้อนาถชาติไทย เวรและกรรมซ้ำให้ ต้องเจ็บปวดใจ...ระทม " น่าจะเหมาะนะครับ