อาหารไทยในอดีตที่ผมชอบ แต่สูญพันธุ์ไปแล้วคือ “พระรามลงสรง” ซึ่งผมเอามาแผลงเป็น “วิษณุอาบน้ำ” เพราะพระรามนั้นเป็นอวตารปางที่ ๗ ของพระวิษณุ
เอ...เขียนแบบนี้จะโดนเดินขบวนไล่จากพวกพราหมณ์ไหมหนา เหมือนที่ไอ้เศษฝรั่งมันเอารูปพพจ. ของเราไปทำฝาโถส้วม คงไม่น่า เพราะเราเอามากินแบบให้เกียรติ ไม่ได้อึรดแบบไอ้เศษฝรั่งสักกะหน่อย
พวกคนจีนก็มีชื่ออาหารเป็นพพจ. มากหลาย เช่น Buddha delight และ พระกระโดดกำแพง (มันอร่อยขนาดพระเส้าหลินกระโดดกำแพงหนีวัดออกไปหาซื้อกินกลางดึก ...ตำนานเขาว่าแบบนั้น)
สมัยผมเรียน รร. นายเรือ ช่วงพศ. ๒๕๑๕ ถึง ๒๐ อาหารจานนี้เป็นอาหารประจำ รร. ก็ว่าได้ มันหร่อยมาก หลักๆ คือ เอาผักบุ้งมาหั่น ลวก แล้วเอาพะแนงเนื้อไปราด จบ กินกับข้าวนึ่ง
ผมมาคิดว่า เอ อาหารทำนองนี้มันดีนะ คือ ทำง่าย อร่อย ได้สารอาหาร แถมหลากหลาย ด้วยการเปลี่ยนผักรองพื้นไปเรื่อย ๆ และเปลี่ยนน้ำราดไปเรื่อยๆ
ผักรองแทนที่จะเป็นผักบุ้งเท่านั้น เราอาจเปลี่ยนเป็นผักอื่นๆ ที่ทั้งสี กลิ่น รส แปลกแตกต่างกันไป ส่วนน้ำราดก็เช่นกัน แต่ควรต้องเป็นน้ำข้นๆ เหนียวๆ นะ เช่น ปลาดุกผัดเผ็ด น้ำเปรี้ยวหวานที่ราดปลาเปรี้ยวหวาน
แล้ววันนี้ผมมีของแถมคือ น้ำซ่าปลากระตัก
เอาปลากระตักเค็มแห้งมาทอดกับกระเทียมให้หอม เอาพริกข่าตะไคร้ ใบมะกรูด รากผักชี ที่โขลกไว้ดีแล้ว สาดลงไปผัดให้สุกหอม เอาน้ำแป้งมันราดลงไปต้มให้เหนียว แล้วเอาไปราดผักที่นึ่งไว้ดีแล้ว
ผักนึ่งรวมสามผักที่ขอแนะคือผักกรอบรสอ่อน เช่น บุ้ง กระฉูด (น้องกระเฉด) ยอดฟักแม้ว
...คนถางทาง (๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖)
ปล. ตอนนี้ผมกำลังบ้าพลังปลากระตัก อาจมีสูตรทำนองนี้ออกมามากสักหน่อย
๒. เราอนุรักษ์อะไรกันมาก แล้วอาหารโบราณ หากินยาก เราควรอนุรักษ์ไหม