ปว. ๓๓๗ กับ มาตรา ๗ ทวิเก่า และ มาตรา ๗ ทวิใหม่ เป็นหลักการเดียวกันหรือไม่?
จากการประชุมวันที่ ๑๘ ก.พ. ๕๖ ในเวทีหารือเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงฯมาตรา ๗ ทวิ วรรคสาม ระหว่างผู้แทนพิจารณาปรับปรุงพัฒนากฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรม กับผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ มีผู้นำเสนอประเด็นข้อคิดเห็นดังนี้
มาตรา ๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาตินั้น ได้เริ่มต้นขึ้นจากการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสัญชาติ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๒ ซึ่งมีหลักการเดียวกับของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337
จึงมีประเด็นว่า หลักการของ "(ปว. ๓๓๗)" "มาตรา ๗ ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ (มาตรา ๗ ทวิเก่า)" และ "มาตรา ๗ ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ (มาตรา ๗ ทวิใหม่)" มีหลักการเดียวกันหรือไม่?
ปว.๓๓๗ : ข้อ ๑ แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ (พ.ศ. ๒๕๑๕) บัญญัติว่า “ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าว หรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะทีเกิด บิดาหรือมารดานั้นเป็น
(๑) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นพิเศษเฉพาะราย
(๒) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ
(๓) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ทั้งนี้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น”
ข้อ ๒ แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ (พ.ศ. ๒๕๑๕) บัญญัติว่า “บุคคลตามข้อ ๑ ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยเมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว ไม่ได้สัญชาติไทย เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น
มาตรา ๗ ทวิเก่า : ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาหรือมารดาของผู้นั้นเป็น
(๑) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย
(๒) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ
(๓) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ในกรณีที่เห็นสมควรรัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ให้ถือว่าผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เว้นแต่จะมีการสั่งเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา ๗ ทวิ วรรคใหม่ : ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาหรือมารดาของผู้นั้นเป็น
(๑) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย
(๒) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ
(๓) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งจะอยู่ในราชอาณาจักรไทยในฐานะใด ภายใต้เงื่อนไขใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ข้อคิดและข้อสังเกต คือ
- ช่วงก่อนบังคับใช้ ปว.๓๓๗ กฎหมายว่าด้วยสัญชาติของไทยบัญญัติรับรองการได้มาซึ่งสัญชาติโดยหลักดินแดนของบุคคลทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไข ดังนั้น ทุกคนที่เกิดในประเทศไทยได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ
- ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเกิดสภาวะหวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์ในแถบประเทศอินโดจีน รัฐบาลทหารซึ่งมีอำนาจปกครองประเทศในขณะนั้นหวาดเกรงว่าคนที่อพยพหนีภัยเข้ามาในประเทศไทยจะเป็นกลุ่มลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่มีความจงรักภักดีต่อรัฐไทย และอาจก่อความไม่สงบอันเป็นภัยต่อความมั่นคง รัฐไทยจึงออก ปว.๓๓๗ มาสร้างเงื่อนไขของการได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน โดยกำหนดให้ คนที่เกิดในประเทศไทย หาก "พ่อหรือแม่" เป็นคนต่างด้าวซึ่งไม่มีสิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย ---> ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ และย้อนหลังไปถอนสัญชาติคนซึ่งมีสถานะเช่นเดียวกันด้วย ---> มีผลย้อนหลังให้คนที่เกิดก่อน ปว.๓๓๗ บังคับใช้ ให้ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติด้วย ดังนั้น คนที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งมีพ่อหรือแม่เป็นคนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอาศัยถาวร จึงไม่ได้สัญชาติไทยโดยตามหลักดินแดนอัตโนมัติ และเป็นเพียงคนต่างด้าวซึ่งเกิดในประเทศไทย ซึ่งลูกของพ่อไทย หรือลูกของแม่ไทย ก็ได้รับผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ ด้วย
- ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐไทยตรามาตรา ๗ ทวิเก่าขึ้นมา เพื่อปรับหลักการสร้างเงื่อนไขการไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ คือ (๑) กำหนดให้ คนที่เกิดในประเทศไทย หาก "พ่อและแม่" เป็นคนต่างด้าว ซึ่งคนใดคนหนึ่งไม่มีสิทธิอาศัยถาวรในประเทศไทย ---> ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ และย้อนหลังไปมีผลกับคนซึ่งมีสถานะเช่นเดียวกันด้วย ดังนั้น มาตรา ๗ ทวิเก่าจึงแตกต่างจาก ปว.๓๓๗ ตรงที่ไม่เอาลูกของคนไทยเข้ามาอยู่ในเงื่อนไขการได้สัญชาติโดยหลักดินแดน (๒) และเพื่อให้คนกลุ่มนี้ไม่ได้สัญชาติตามหลักดินแดนไทยโดยอัตโนมัติตลอดสาย จึงกำหนดให้คนซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยข้างต้น ถือว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย!! ดังนั้น คนที่ไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เป็นเพียงคนต่างด้าวซึ่งเกิดในประเทศไทยอีกต่อไป แต่ถูกถือเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย
- ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อรัฐไทยตระหนักว่า การถือให้คนต่างด้าวซึ่งเกิดในประเทศไทยกลายเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายนั้น ขัดต่อกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐไทยจึงตามมาตรา ๗ ทวิใหม่ มาปรับเงื่อนไขการไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนโดยอัตโนมัติอีกครั้ง คือ (๑) คงหลักการเดิมเช่นเดียวกับมาตรา ๗ ทวิเก่า ข้อ (๑) ข้างต้น แต่ (๒) แม้ว่าต้องการให้คนกลุ่มนี้ไม่ได้สัญชาติตามหลักดินแดนไทยโดยอัตโนมัติตลอดสาย แต่ไม่ต้องการให้คนกลายเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย เนื่องจากกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดฐานะ และเงื่อนไขการอยู่ของคนกลุ่มนี้ให้ สอดคล้องกับหลักความมั่นคง คือ ไม่ให้ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนโดยอัตโนมัติตลอดสาย และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน คือ ต้องไม่ถูกถือว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายอีกต่อไป เพื่อไม่ให้มาตรา ๗ ทวิ วรรคสาม ขัดต่อกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ
ดังนั้น โดยภาพรวมแม้ว่า ปว.๓๓๗ มาตรา ๗ ทวิเก่า และมาตรา ๗ ทวิใหม่ จะบัญญัติเงื่อนไขการไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ แต่หลักการในการกำหนดสถานะของคนซึ่งเกิดในประเทศไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามเงื่อนไขนั้น มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน