คำถามที่อยากให้ผู้ให้บริการสุขภาพตอบตัวเองคือ เรารู้สึกอย่างไรเมื่อผู้สูงอายุเจ็บป่วย...เราควรจะให้การดูแลรักษาท่านอย่างไร... คนที่มีอายุมากๆ เป็นเรื่องดีหรือร้าย...

ปีนี้แม่มีอายุ 100 ปีแล้ว 2-3 ปีที่ผ่านมาแม่จะป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลปีละ 1-2 ครั้ง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ราว 11 น. กว่า ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวว่าแม่มีอาการหอบ น้องสาวกำลังพาไปที่โรงพยาบาลนครนายก พี่สาวได้ขอให้ลูกสาวของดิฉันขับรถพาไปดูอาการของแม่ที่โรงพยาบาล

ดิฉันมาประชุมที่กรุงเทพฯ ระหว่างนั้นจึงโทรศัพท์ปรึกษา พญ.อารยา ทองผิว ซึ่งอยู่ที่โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล พหลโยธิน จองรถ Ambulance ไว้ เผื่อต้องไปรับแม่มารักษาที่กรุงเทพฯ อาจารย์อารยาเต็มใจช่วยเหลือเหมือนทุกครั้ง บอกว่าเธอไม่ต้องห่วง ทำงานไป เอาเบอร์โทรศัพท์ของอาจารย์ให้กับพี่สาวไว้ มีอะไรให้โทรหาเลย

แม่ไปถึงโรงพยาบาลนครนายก แพทย์ตรวจแล้วให้ X-ray ปอด พ่นยา ดมออกซิเจน น้องสาวบอกว่าอาการดีขึ้น เมื่อลูกสาวและพี่สาวของดิฉันไปถึง ดิฉันได้คุยโทรศัพท์กับพยาบาล ได้ความว่าแม่มีปอดอักเสบทั้งสองข้าง ลูกๆ ได้คุยกันว่าจะพาแม่มารักษาที่กรุงเทพฯ โรงพยาบาลก็เขียนหนังสือส่งตัวให้

ดิฉันโทรศัพท์ถึงอาจารย์แพทย์ด้านโรคหัวใจ ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ดูแลแม่มาเกือบ 10 ปี บอกว่าแม่ของเรามีปอดอักเสบกำลังจะส่งมารักษาที่กรุงเทพฯ คำพูดที่ได้ยินกลับมาทำให้ดิฉันนิ่งอึ้ง พูดไม่ออก น้ำตาแทบไหล “เอามาทำไม ใครให้เอามา... จะใส่ tube ไหม… จะ CPR ไหม…” ดิฉันตอบไปว่า “ให้รักษาตามที่ควรจะเป็น แต่หากแม่หยุดไปก็ไม่ต้อง CPR”

คำพูดต่อจากนั้นทำให้รู้สึกว่าเวลาผู้สูงอายุป่วย จะเข้าโรงพยาบาลใหญ่แต่ละครั้ง ช่างยากจริงๆ เช่น “มาแล้วจะเอาเตียงที่ไหน... ต้อง Fax ใบส่งตัวไปที่ ER ก่อน... Fax ไปที่ ICU ด้วย...ตึกนี้ไม่มีเตียงหรอก ตึกโน้นคืนละ 5,000 ตึกนั้นมีเตียง แต่ไม่มีพยาบาล...” สารพัดข้อความบ่งบอกถึงความยุ่งยากลำบาก ดิฉันรู้สึกเศร้าใจ จึงตอบกลับไปว่าไม่เป็นไร แค่โทรมาปรึกษา เดี๋ยวจะเอาแม่เข้าที่โรงพยาบาลเปาโลฯ เพราะมีอาจารย์อารยาคอยให้การดูแลอยู่แล้ว

รถ Ambulance ของโรงพยาบาลเปาโลฯ ไปรับแม่มาถึงกรุงเทพฯ ตอนเย็น แม่เข้านอนที่อาคาร 4 ชั้น 6 เป็นหอผู้ป่วยที่เคยมานอนแล้วครั้งหนึ่ง ในเย็นวันนั้นเดิมดิฉันจะต้องเดินทางไปอยุธยาพร้อม ภญ.นุชนาฎ ตัสโต และคุณพรรณ สุภาพรรณ ตันติภาสวศิน เพื่อจัดทำ Catalog ของโครงการ DPP Thailand เมื่อแม่ป่วยเราเลยเปลี่ยนเวลาการเดินทางเป็นวันที่ 16 เช้าแทน และไปเยี่ยมแม่ในตอนค่ำ

แม่หายใจหอบเล็กน้อย แต่ alert พูดคุยโต้ตอบได้รวดเร็ว เสียงดัง แม้จะหลงๆ บ้าง กินข้าวต้มได้ 1 ถ้วยเล็ก นาฎบอกว่าคุณยายยังแข็งแรงอยู่เลย เห็นอย่างนี้เราทำใจไม่ลงที่จะไม่รักษาท่าน ผลการ X-ray ซ้ำ พบว่าแม่เป็น Bronchitis ไม่ใช่ Pneumonia อาจารย์อารยาดูแลจัดหาแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางมารักษา รายงานอาการให้ดิฉันรู้ทุกวัน จัดอาหารมาเผื่อญาติที่เฝ้าด้วยทุกมื้อ เวลาเรากังวลเรื่องอะไร เช่น การให้เลือดในเวลากลางคืน ก็สื่อสารผ่านอาจารย์ให้ช่วยจัดการให้ ทำให้หมดห่วง

ดิฉันผิดหวังที่ไม่สามารถเข้าใช้บริการของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่แม่เป็นผู้ป่วยที่รักษาอยู่ที่นั่นมาเกือบ 10 ปีได้ ประเทศของเราจะมีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น แม้แต่อาจารย์แพทย์ยังมีทัศนคติที่ไม่น่าจะถูกต้องในการรักษาผู้สูงอายุ หากลูกหลานไม่เข้าใจไปด้วย แล้วท่านจะได้รับการดูแลรักษาที่เพียงพอและเหมาะสมหรือ ในช่วงเวลาที่แม่ยังอยู่ในโรงพยาบาล ก็ถึงกำหนดนัด follow up ที่คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยพอดี น้องสาวไปรับยาแทน อาจารย์แพทย์ท่านนั้นก็ยังพูดอีกว่า "มาทำไม... อยู่ที่โรงพยาบาลเปาโลไม่ใช่หรือ ยาที่นั่นก็เหมือนกัน..." และท่านก็ยังเก็บค่าแพทย์ 350 บาท

แม่อยู่ที่โรงพยาบาล 1 สัปดาห์ก็กลับบ้านได้ ครั้งนี้แม่มีอาการหลงมากกว่าเดิม หากนอนไม่หลับก็จะมีอารมณ์ไม่ดี พูดถึงคนในอดีต เช่น น้องๆ ที่ต่างก็เสียชีวิตไปแล้ว อยากให้พาไปส่งที่นั่นที่นี่ น้องชาย น้องสาว พี่สะใภ้ของดิฉันช่วยกันดูแล เราต้องพากันบอกน้องสาวที่ต้องดูแลแม่ทุกๆ วันว่าต้องทำใจยอมรับว่าแม่คงจะหลงๆ อย่างนี้

คำถามที่อยากให้ผู้ให้บริการสุขภาพตอบตัวเองคือ เรารู้สึกอย่างไรเมื่อผู้สูงอายุเจ็บป่วย...เราควรจะให้การดูแลรักษาท่านอย่างไร... คนที่มีอายุมากๆ เป็นเรื่องดีหรือร้าย...ขอให้นึกถึงปู่ย่าตายาย พ่อแม่ของเราไปด้วยพร้อมๆ กัน 

วัลลา ตันตโยทัย