ลักษณะสำคัญประการแรกของ "สมมุติฐานการวิจัย" คือ "เป็นข้อความที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร"

     ตัวแปร  คือ ลักษณะที่แปรค่าได้  เช่น  เพศ  แปรค่าเป็น  ชาย - หญิง  สัตว์  แปรค่าเป็น  สัตว์บก - สัตว์น้ำ ฯลฯ

     ทำไมจึงต้องค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ?

     เพราะว่า (๑) มีความสัมพันธ์ดังกล่าวอยู่จริงในธรรมชาติ  เช่น  แสงแดดเผาน้ำทำให้น้ำร้อน,  ลมพัดทำให้ใบไม้ลู่ลม, ฯลฯ   (๒) ตัวแปรมีความคงเส้นคงวา  เช่น  หินจะแข็งทุกก้อน  ไม่มีแข็งบ้าง  อ่อนบ้าง  เหลวเป็นน้ำบ้าง   แมวก็ออกลูกเป๊นแมวทุกครั้ง   ไม่เคยออกลูกเป็นลิงบ้าง  เป็นไก่บ้าง  ฯลฯ  (๓) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรก็สม่ำเสมอ คงเส้นคงวา  เช่น  เมื่อเอาฆ้อนทุบแก้วๆก็แตกทุกครั้ง  เมื่อเอาไฟเผาเหล็กๆก็ร้อนทุกครั้ง  ไม่เคยเป็นแบบร้อนบ้าง  เย็นบ้าง ฯลฯ  (๔) ความคงเส้นคงวาของความสัมพันธ์  เป็น กฎ (Law)  คือ กฎเชิงสาเหตุและผล(Causal Laws)  หรือกฎเชิงสหสัมพันธ์ (Correlational Laws)  (๕) กฎ ดังกล่าวสามารถใช้  อธิบาย (Explanation)  ใช้พยากรณ์ (Prediction)  และใช้  ควบคุม (Control)  เช่น อธิบายได้ว่าทำไมน้ำจึงตกจากหน้าผา   เมื่อเห็นน้ำต่างระดับกัน  ก็พยากรณ์ได้ว่า  น้ำในระดับสูงกว่าจะไหลไปหาระดับที่ต่ำกว่า   ถ้าต้องการ ควบคุมให้เกิดน้ำตก  ก็ควบคุมพื้นที่ให้มีระดับต่างกันก่อนปล่อยให้น้ำไหล

     เราค้นหาความสัมพันธ์ดังกล่าว ก็เพื่อการตามข้อ (๕)

     สมมุติฐานที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแบบ สาเหตุ - และผล (Cause - Effect)  ก็ต้องทดสอบด้วยการวิจัยเชิงทดลอง (Exprimental Research)    ถ้าสมมุติฐานเป็นแบบ สหสัมพันธ์  ก็ต้องทดสอบด้วยวิธีวิจัยเชิง สหสัมพันธ์ (Correlational Research)

     สมมุติฐานการวิจัย จึงคู่กับ  Exprimental Research  และ  Correlational Research 

     Experimental Research  และ  Correlational Research  จึงเป็นเครื่องมือสำหรับค้นหากฎของนักวิทยาศาสตร์

     Laws(Empirical Laws)เป็น Knowledge สำคัญกว่า Facts !

     แต่ทำไมจึงทำการวิจัยประเภทนี้กันน้อยนัก !

     ก็เพราะว่า "มันยาก" !!