ความสงสัยในหลักปฏิจจสมุปบาท

หลักปฏิจสมุปบาทนั้นอาจถือได้ว่าเป็นข้อธรรมที่ลึกซึ้งที่สุดในศาสนาพุทธ  เป็นหัวใจสำคัญของศาสนาพุทธ แต่ผมสงสัยว่าอาจมีความผิดเพี้ยน    เนื้อความมีว่า

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี

(คัดลอกมาจาก ธรรมพีเดีย)

แต่หลักกาลมสูตรก็สอนว่า อย่าเพิ่งเชื่อในคำสอนจนกว่าจะตรองดูให้ดีเสียก่อน

วันนี้ ผมจะขอตั้งข้อสังเกต ว่าสามบรรทัดแรกนั้น ควรสลับกันดังนี้

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

ที่ผมขอสลับมีเหตุผลสองประการคือ  ๑  ผมว่ามันเป็นตรรกที่ดูสมเหตุผลมากกว่า และ ๒ มีหลักฐานในคำสอนเองที่ขัดกับหลักปฏิจจฯเดิม และเป็นคำสอนที่เป็นหลักสำคัญเสียด้วย

เอาตรรกะก่อนก็แล้วกัน.....ผมว่าวิญญาณก็คือจิต หรือบางทีเราก็เรียกรวมว่าจิตวิญญาณนั่นเอง  เป็นผู้รับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในโลก  ส่วนสังขารนั้นคือการนึกคิดปรุงแต่ง  ซึ่งสามัญสำนึกทั่วๆไปก็น่าจะมองออกว่า จิตต้องมาก่อนแล้วจึงจะไปนึกคิดปรุงแต่งอะไรได้  อุปมาดังว่าต้องมีน้ำมันเสียก่อนจึงจะจุดไฟติดได้

สำหรับคำสอนหลักที่อาจขัดกันนั้นมีคำสอนเรื่อง ขันธ์ห้า (องค์ประกอบของคน)  ได้แก่  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  โดยเวทนา สัญญา สังขาร นั้นถูกจัดรวมเป็นกลุ่มย่อยเรียกว่า เจตสิก หมายถึง เครื่องประกอบจิต  นี่แสดงว่า จิต ใหญ่กว่าสังขาร  แสดงว่า จิตต้องมาก่อนสังขารหรือไม่ 

อีกตรรกะคือ ถ้าวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป (โลก จักรวาล ความรู้สึก อารมณ์ทั้งหลาย)  จริงแล้วไซร้ แสดงว่านามรูปเหล่านี้เกิดได้โดยไม่ต้องปรุงแต่งเลยหรือ  แต่ถ้าสลับว่า สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปฟังดูดีกว่า เพราะจิตว่างๆ ไม่อาจเกิดนามรูปได้  แต่จิตที่มีการคิดปรุงแต่งต่างหากจึงจะเกิดนามรูปได้ไม่่ใช่หรือ  ท่านพุทธทาสภิกขุก็สอนเช่นนี้

ขอแถมอีกนิดว่า การสลับแบบนี้ยังดูดีอีกด้วยเมื่อตอนบรรลุธรรมแล้ว (หมดอวิชชา) ก็หมดจิต ก็หมดตัวตน ก็คือสภาพอนัตตา โดยตรง ไม่ต้องไปอ้อมผ่านการหมดสังขารเสียก่อน

มีความเป็นไปได้ไหมว่าอาจารย์ชั้นหลังๆ ไปสลับคำสอนของพพจ. หรือว่าทรงสอนอย่างนี้มาแต่ต้น  ถ้าใช่ผมก็คงยอมรับแหละครับ ใครจะไปกล้าเถียง พพจ.


ขอเชิญท่านผู้รู้ช่วยกันเสวนาต่อไปด้วยเถิด

...คนถางทาง (๑๘ กพ. ๒๕๕๖)