...

หว้าหอมกำลังเริ่มสุก! ถึงไม่ได้ไปดูที่ต้นฉันก็พอจะเดาออก เพราะสังเกตได้จากบรรดานกตัวเล็กตัวน้อยที่บินวนเวียนมาแถบบ้านถี่ขึ้นและเสียงจอแจของเจ้านกทั้งหลายที่ดังมาจากต้นหว้าหอมใต้ตึกที่พักอาศัย

ต้นหว้าหอม (Syzygium polyanthum) เป็นไม้ยืนต้นลำต้นประมาณ10 เมตร มีผลเล็กๆ ตามกิ่งก้าน ขนาดประมาณ 6-7 มิลลิเมตร สีชมพูอมแดงเมื่อสุกแล้ว เป็นอาหารอย่างดีให้นกในแถบบริเวณนี้ ฉันคิดอยู่ว่าอยากจะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ในสวนที่บ้านเราบ้าง จะได้เป็นแหล่งอาหารให้นกแถบบ้าน

ปีกว่าๆ ที่ย้ายมาอยู่บ้านริมแม่น้ำซัมบาวัง (Sembawang River) ฉันเริ่มมองเห็นแบบแผนชีวิตของสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่อาศัยอยู่แถบนี้มาก่อน บางช่วงริมน้ำก็เต็มไปด้วยนกอพยพ บางช่วงก็เป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ที่จะเห็นนกช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ เลี้ยงลูกน้อย บางช่วงก็มีแต่นกในพื้นที่ที่มากินไม้ผลต่างชนิดที่กำลังสุก และในทุกๆ สองสามเดือนลูกต้นหว้าหอมจะเริ่มสุก แถบนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ ธรรมชาติมีเวลาของมันเองเสมอ

ในยามสายของวันว่างสัปดาห์ก่อนฉันลงไปนั่งอ่านหนังสือที่ม้านั่งใกล้ต้นหว้าหอมที่กำลังออกผลสุก บางครั้งก็พักสายตานั่งดูบรรดานกทั้งหลายบินกันวนเวียนมากินลูกไม้ผลสีสันสดใส ฉันดีใจที่พวกเขาอนุญาตให้ฉันได้นั่งชื่นชมพวกเขาอยู่อย่างเงียบๆ โดยไม่นึกว่าฉันเป็นส่วนเกินใด นกกาเหว่าคู่หนึ่งก็มาเกี้ยวพาราสีกันอยู่ที่นี่ นกเอี้ยงและนกเอี้ยงดำปักษ์ใต้จำนวนมากส่งเสียงดังที่สุดในบริเวณนี้ นกปรอดนวลและนกเขาใหญ่ก็มาร่วมวงกันอย่างเอร็ดอร่อย นกกินแมลงก็หาโอกาสมองหาแมลงที่มากินน้ำหวานจากผลไม้ นกเปล้าคอสีม่วงก็มาจับจองพื้นที่ทานผลสุกเป็นช่วงๆ แม้แต่นกขมิ้นท้ายทอยดำคู่หนึ่งก็บินโฉบเฉี่ยวไปมาเป็นระยะๆ

บ้างเลือกกินผลที่ยังไม่สุกเต็มที่ บ้างเลือกกินผลที่สุกงอม บ้างก็กำลังกินไม้ผลอยู่บนกิ่งสูง บ้างมีความสุขที่จะเก็บกินผลที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นโดยมิได้รังเกียจเดียดฉันท์ใด ต่างความชอบต่างวิถี อาจมีการแก่งแย่งกันบ้างแต่ฉันก็คิดว่าลูกไม้ในช่วงนี้มีมากพอสำหรับนกในแถบนี้ 

ต้นหว้าหอม 3 - 4 ต้นเรียงรายกันอยู่ริมทางเดินติดแม่น้ำสร้างความคึกคักให้กับชีวิตนับร้อยในแต่ละวันอย่างน่าทึ่ง บ้างก็กินแล้วถ่ายในที่ตรงนั้น บ้างกินแล้วหอบกลับไปฝากที่บ้าน บ้างก็มานั่งคุยปรับทุกข์หลังอาหาร บ้างก็มากินอย่างมีความสุข แม้แต่ฉันเองก็พลอยได้รับแบ่งปันความสุขจากพวกนกทั้งหลายด้วยในที่นี้ เสียงลูกไม้หล่นกระทบพื้นดัง ป๊อกแป๊กเป็นระยะๆ คละเสียงนกร้อง ฟังแล้วเพลินใจไม่น้อย 

"เป็นเหมือนต้นไม้" คนข้างกายคอยเตือนสติอยู่เสมอในยามที่ฉันถูกเงาของความสับสนจากคนรอบข้างเล่นงานเอา "ต้นไม้ไม่เคยบ่น ไม่ว่าคนที่มาอาศัยร่มเงาจะว่าอะไร จะทำอะไรมิใช่หรือ?"

ฉันพลันนึกถึงข่าวที่กำลังโด่งดังในช่วงนี้ที่ว่ารัฐบาลได้ผ่านร่างนโยบายการเพิ่มประชากรของสิงคโปร์จาก 5.3 ล้านคนในขณะนี้เป็น 6.9 ล้านคนในปี ค.ศ. 2030 เพื่อความมั่นคงในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการลงทุน จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ก็คือผู้คนที่จะมาทำงานในเมืองนี้ (เหมือนอย่างฉัน) ชาวท้องถิ่นมากมายหลายคนออกมาคัดค้านร่างนี้เพราะเห็นว่าเมืองเล็กๆ เมืองนี้จะยิ่งแออัดมากขึ้นและปัญหาสังคมอาจมีมากขึ้น หลายๆ คนกังวลถึงช่องว่างส่วนตัวที่จะยิ่งคับแคบลงเมื่อมีผู้คนมากขึ้น บ้างก็กังวลด้านสวัสดิภาพเพราะอัตราส่วนของชาวสิงคโปร์ต่อชาวต่างชาติจะเปลี่ยนจากประมาณ 2 ใน 3 ในตอนนี้เป็น 1 ต่อ 1 ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า แม้ว่าร่างนโยบายนี้ยังไม่ได้เริ่มใช้ หลายๆ คนก็เริ่มไม่มีความสุขแล้วในตอนนี้เพราะความหวาดหวั่นถึงอนาคตในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

ในเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรประมาณ 7500 คนต่อตารางกิโลเมตร ทุกวันนี้ฉันยังคงหาช่องว่างส่วนตัวมานั่งดูนกกินลูกผลไม้ป่าได้อย่างสงบสุข และฉันก็หวังว่าแม้จำนวนประชากรจะมากขึ้นตามแผนพัฒนาแห่งชาติ ฉันคิดว่าฉันคงยังพอหาช่องว่างแห่งความสงบนี้ได้ ตามความเชื่อแบบไทยๆ ที่ได้ถูกสอนสั่งมาแต่เล็กว่า "คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก"

รัฐบาลบอกว่าจะทำการทบทวนจำนวนผู้คนและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ตัวเลขอาจถึงหรือไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ หากประเทศสิงคโปร์เปรียบเหมือนต้นหว้าหอมต้นนี้ เมื่อจำนวนนกมากมายขึ้น การแข่งขันก็จะเพิ่มขึ้นตามจากน้องในท้องที่และนกที่อาจมาจากที่อื่น แต่ฉันก็เชื่อว่าไม้ต้นนี้คงจะไม่บ่นหรอก แต่การกระทบกระทั่งอาจมีมากขึ้น เสียงนกอาจดังขึ้น มูลนกอาจมีมากขึ้น 

ฉันคงจะต้องมานั่งให้กำลังใจและชื่นชมนกและต้นหว้าหอมเหล่านี้ให้บ่อยขึ้นสินะ

นำภาพบรรยากาศบนต้นหว้าหอมมาฝากค่ะ

...

..

.



...


...


...


...


...


...


...


...


...


...



The sounds of Spring: Bird Song...